posttoday
คดีฟิลลิปมอร์ริสกับอธิปไตยของชาติ

คดีฟิลลิปมอร์ริสกับอธิปไตยของชาติ

17 พฤศจิกายน 2558

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

กรณีจะฟ้องหรือไม่ฟ้องบริษัทฟิลลิป มอร์ริส คดีหลีกเลี่ยงภาษีกว่า 6.8 หมื่นล้านบาท เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างเกาะติด เพราะเกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับอธิปไตยของชาติ เป็นส่วนหนึ่งของสงครามบุหรี่ในประเทศไทย

เป็นเรื่องที่ต้องโยงย้อนหลังไปถึงเหตุการณ์ในช่วงต้นทศวรรษ 2530 ที่บริษัทบุหรี่สหรัฐใช้แรงกดดันบีบบังคับให้ไทยต้องเปิดตลาดให้แก่บุหรี่ของสหรัฐ ซึ่งคนไทยสมัยนั้นได้ยืนหยัดต่อสู้อย่าง “ถึงพริกถึงขิง” อย่าง “สมศักดิ์ศรี” และอย่าง “เล็กพริกขี้หนู” จนแม้เราจะ “พ่ายแพ้” ต้องเปิดตลาดให้แก่บริษัทบุหรี่ต่างชาติ แต่เราก็ “ได้ชัยชนะ” อย่างงดงามในสองแนวรบสำคัญ

แนวรบแรก คือ สามารถรักษาผลประโยชน์ของชาติในเรื่องภาษีอากรไว้ได้ แนวรบที่สองคือ เราสามารถปกป้องสุขภาพของคนไทยไว้ได้

ก่อนหน้าที่จะมาบีบบังคับไทย บริษัทบุหรี่สหรัฐประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการบีบบังคับ “สามเสือเอเชีย” คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน นอกจากต้องเปิดตลาดบุหรี่ให้แล้วยัง “เสียอธิปไตย” ให้แก่บริษัทบุหรี่ต่างชาติ คือ 1) จะออกกฎหมายห้ามโฆษณาบุหรี่ไม่ได้ 2) จะเก็บภาษีศุลกากรกับบุหรี่นอกไม่ได้ 3) หากจะออกกฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่จะต้องผ่านการเห็นชอบจากสหรัฐก่อน

ยุทธวิธีของบริษัทบุหรี่สหรัฐที่บังคับเอากับสามเสือเอเชีย คือ การใช้สถานการณ์ที่ 3 ประเทศนั้น มีสหรัฐเป็นคู่ค้าหลักและสหรัฐมีกฎหมายการค้ามาตรา 301 อยู่ในมือ บริษัทบุหรี่ใช้วิธีเสนอให้ประธานาธิบดีใช้กฎหมายดังกล่าวสั่งการให้สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือยูเอสทีอาร์ (US Trade Representative : USTR) ไปบังคับเจรจากับประเทศคู่ค้า โดยสามารถใช้กฎหมายดังกล่าวลงโทษประเทศคู่ค้าได้ ด้วยมาตรการต่างๆ ตั้งแต่รุนแรงน้อยไปจนถึงรุนแรงมาก ตั้งแต่การขึ้นบัญชีดำเป็น “ประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ” ตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือจีเอสพี (GSP) จนถึงการห้ามนำเข้าสินค้า

เพราะส่งสินค้าเข้าไปขายในสหรัฐมากมาย จึงอยู่ในสภาพถูกบีบก็ตายจะคลายก็รอด ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ต้องยอมศิโรราบให้แก่บริษัทบุหรี่สหรัฐเมื่อ พ.ศ. 2528, 2530 และ 2531 ตามลำดับ แล้วก็ถึงคิวประเทศไทย ซึ่งถูกบีบบังคับให้เจรจาเมื่อ พ.ศ. 2532

โชคดีที่ประเทศไทยเวลานั้น ข้าราชการที่มีความรู้ ความสามารถเพียงพอ และมีจุดยืนที่รักชาติ รักประชาชนอย่างแท้จริงยังมีอยู่ ทั้งในกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงสาธารณสุขที่สมควรจารึกชื่อไว้ ได้แก่ พชร อิศรเสนา ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เกริกไกร จีระแพทย์ และ การุณ กิตติสถาพร ซึ่งสองท่านหลังนี้ขณะนั้นเป็นข้าราชการระดับรองอธิบดีแต่ความรู้ความสามารถสูงยิ่ง และต่อสู้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างยืนหยัดยิ่ง ฝ่ายสาธารณสุขมี นพ.หทัย ชิตานนท์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ แห่งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นต้น

การเจรจาช่วงแรกกระทำที่เมืองไทย คือ ที่พัทยา ต่อมาเราเปิดเกมรุกขอไปเจรจาต่อในสหรัฐ เราสามารถผลักดันให้ประชาชนชาวสหรัฐซึ่งมิได้เห็นดีเห็นงามกับบริษัทบุหรี่ให้มาสนับสนุนไทย โดยมีการเปิดไต่สวนขึ้นในสภาคองเกรสของสหรัฐ ทำให้มติมหาชนที่สนับสนุนไทยขึ้นสู่กระแสสูง เราจึงสามารถ “ยัน” บริษัทบุหรี่ไว้ได้

ต่อมา ปลัดพชร ได้เปลี่ยนยุทธวิธีการต่อสู้ขอให้องค์การข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (General Agreement on Tariff and Trade) หรือแกตต์ (GATT) ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นองค์การการค้าโลก
เป็นผู้ตัดสิน ซึ่ง “แกตต์” รับเรื่องโดยมีการพิจารณาเร่งด่วนใช้เวลาราว 9 เดือน ตัดสินให้เราต้องเปิดตลาดให้แก่บริษัทบุหรี่ แต่เรายังสามารถรักษาอธิปไตยของชาติไว้ได้

เรายังสามารถเก็บภาษีศุลกากรได้ ทำให้โรงงานยาสูบของไทยได้รับการคุ้มครอง เราสามารถออกมาตรการเรื่องบุหรี่ได้โดยไม่ต้องไปขออนุญาตยูเอสทีอาร์ เหมือนที่ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้โดนกระทำ

เราสามารถห้ามโฆษณาบุหรี่ได้ สามารถกำหนดมาตรการปกป้องสุขภาพของประชาชนคนไทยได้ เช่น กำหนดให้บุหรี่ที่ส่งเข้ามาต้องแจ้งส่วนประกอบ เพื่อให้เรารู้อันตรายที่จะเกิดกับประชาชนคนไทย และสามารถหามาตรการปกป้องได้ ห้ามขายบุหรี่แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีได้ และห้ามขายบุหรี่โดยเครื่องอัตโนมัติ เป็นต้น

มาตรการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ทำให้เราออกกฎหมายควบคุมยาสูบได้สำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2535 เป็นกฎหมายควบคุมบุหรี่ 2 ฉบับที่นับว่าดีที่สุดของโลกในขณะนั้น และสามารถคุ้มครองคนไทยได้ด้วยดีมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ เรายังสามารถดำเนินการจนเกิดองค์กรสร้างเสริมสุขภาพ คือ สสส. ที่ได้รับการชื่นชมจากองค์การอนามัยโลกให้เป็นต้นแบบสร้าง สสส.ขึ้นในหลายประเทศและทำงานประสบความสำเร็จมาก จนบริษัทบุหรี่ข้ามชาติถือเป็นศัตรูสำคัญ และต้องพยายามทำลายล้าง

คำตัดสินในเรื่องภาษีศุลกากรที่ไทยยังมีอธิปไตยสมบูรณ์ คือ เหตุเชื่อมโยงทำให้เกิดคดีเลี่ยงภาษีของฟิลลิป มอร์ริส เริ่มจากการมาตั้งโรงงานที่ฟิลิปปินส์เพื่อให้ได้สิทธิพิเศษในการยกเว้นภาษีศุลกากรในประเทศที่เป็นสมาชิกสมาคมอาเซียน ซึ่งมาตรการนี้นับเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมาย และเคารพในอธิปไตยของไทย

แต่ที่เป็นปัญหาและเข้าข่ายการ “เลี่ยงภาษี” คือการสำแดงราคานำเข้าต่ำกว่าความเป็นจริงมากในคดีนี้ โดยแจ้งราคานำเข้าบุหรี่ 2 ยี่ห้อ คือ มาร์ลโบโร และแอลแอนด์เอ็ม ที่นำเข้าจากฟิลิปปินส์ ในราคาเพียงซองละ 7 บาทกว่า กับ 5 บาทกว่าเท่านั้น

กฎหมายไทยกำหนดให้ราคาสินค้านำเข้าที่ต้องสำแดงเป็นราคาซีไอเอฟ (CIF) คือ ราคาที่ขนส่งถึงท่าเรือประเทศไทย ขณะที่บุหรี่ไทยต้องแจ้งราคา ณ หน้าโรงงาน ลองเทียบราคาบุหรี่ของไทยที่อยู่ในเกรดใกล้เคียงกัน คือ กรองทิพย์ ของโรงงานยาสูบไทย ราคาหน้าโรงงานที่ต้องใช้ประเมินภาษีสรรพสามิตเวลานั้น คือ ซองละ 25 บาท ลองเทียบกับราคาบุหรี่ในร้านค้าปลอดภาษี หรือดิวตี้ฟรี บุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโร ซึ่งราคาขายซองละ 80 บาท ราคาซีไอเอฟที่ร้านค้าแจ้งก็คือ 23 บาท ราคาที่แจ้งเพียง 7 บาทกว่า จึงน่าจะต่ำกว่าความจริงมาก

เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้นไม่นาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้เข้าไปทำการสอบสวน ใช้เวลาราว 3 ปี ได้หลักฐานมากมาย จึงเสนอให้ฟ้องโดยเสนอต่ออัยการ แต่อัยการฝ่ายคดีพิเศษมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งกฎหมายไทยกำหนดให้ต้องเสนอให้อัยการสูงสุดพิจารณาตัดสิน และ จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุดขณะนั้นได้วินิจฉัย ชี้ขาดให้ฟ้อง

ถ้าคดีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่ข้ามชาติ ซึ่งมีอิทธิพลล้นฟ้า คดีก็คงจะขึ้นสู่ศาลนานแล้ว &O5532;

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท