
สานความสัมพันธ์กองทัพเรือไทย-สิงคโปร์
แวลู วอล์ก เว็บไซต์ข่าวในสหรัฐ ระบุว่า ไทยและสิงคโปร์ได้ร่วมซ้อมรบทางทะเลตั้งแต่วันที่ 2-12 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางทหารที่มีมาอย่างยาวนาน รวมทั้งยังเป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างสองประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของสิงคโปร์สำหรับการส่งเรือดำน้ำจากกองทัพเรือสาธารณรัฐสิงคโปร์ (อาร์เอสเอ็น) มาเข้าร่วม
แวลู วอล์ก เว็บไซต์ข่าวในสหรัฐ ระบุว่า ไทยและสิงคโปร์ได้ร่วมซ้อมรบทางทะเลตั้งแต่วันที่ 2-12 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางทหารที่มีมาอย่างยาวนาน รวมทั้งยังเป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างสองประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของสิงคโปร์สำหรับการส่งเรือดำน้ำจากกองทัพเรือสาธารณรัฐสิงคโปร์ (อาร์เอสเอ็น) มาเข้าร่วม
การซ้อมรบดังกล่าวนี้ มีชื่อเรียกว่า “สิงห์สยาม” ซึ่งเป็นการซ้อมรบร่วมที่จัดขึ้นในทุก 2 ปี โดยครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่ 18 แล้ว ตั้งแต่การร่วมซ้อมรบครั้งแรกในปี 1981
ช่องแคบมะละกาและทะเลอันดามันถูกใช้เป็นสถานที่ในการฝึกผสมสิงห์สยาม โดยการร่วมซ้อมรบครั้งนี้จะเป็นการพัฒนาและสนับสนุนความร่วมมือกองทัพเรือของไทยและสิงคโปร์ให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
ในการฝึกซ้อมร่วมทางทะเลที่จัดขึ้นในปี 2015 นี้ เป็นการร่วมฝึกทำสงครามต่อต้านเรือดำน้ำและซ้อมยิงปืนใหญ่ทางทะเลโดยมีเรือรบ 4 ลำ เรือดำน้ำ 1 ลำ รวมทั้งเครื่องบินจำนวนหนึ่งเข้าร่วม อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกที่มีการร่วมซ้อมแปรแถวของเครื่องบินในการซ้อมรบทางทะเล
เอ็ดวิน เหลียง ผู้บังคับบัญชาแห่งกองทัพเรือสิงคโปร์ ระบุว่า การเปิดฉากร่วมซ้อมรบทางทะเลในครั้งนี้ จะเป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน รวมทั้งเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ
การซ้อมรบผสมสิงห์สยามนับว่าเป็นการสานสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานมากกว่า 3 ทศวรรษของทั้งสองประเทศ และนับว่าเป็นบรรยากาศที่ดีในการสร้างความร่วมมือและสนับสนุนกิจกรรมทางการทหารร่วมกัน
ทั้งนี้ สิงคโปร์ถือว่าเป็นประเทศหนึ่งที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีการพัฒนาทางเทคโนโลยีทางเรือมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ขณะที่ไทยมีการพัฒนาที่เชื่องช้าเนื่องจากปัญหาทางการเงินที่ยังคงเป็นอุปสรรค
ในปี 2013 สิงคโปร์ได้ร่วมลงนามในสัญญากับบริษัทเรือดำน้ำของเยอรมนีในการสร้างเรือดำน้ำ 2 ลำมาแทนที่เรือดำน้ำลำเก่าซึ่งมีขนาดที่ใหญ่กว่าเดิม ทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการกองทัพเรือสิงคโปร์ในระยะยาวด้วย
อย่างไรก็ตาม เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าไทยจะบรรลุข้อตกลงในการจัดซื้อเรือดำน้ำ 3 ลำจากจีน มูลค่ากว่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.8 หมื่นล้านบาท) ทว่าการจัดซื้อดังกล่าวอาจทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย รวมทั้งการเงินของไทยที่ยังมีปัญหา ทำให้รัฐบาลต้องระงับแผนการดังกล่าวไว้
เนื่องด้วยในหลายประเทศกำลังเร่งพัฒนาศักยภาพของกองทัพเรืออย่างต่อเนื่อง อย่างเวียดนามที่กำลังมีการขยายอิทธิพลทางทะเลและอินโดนีเซียที่กำลังมองหาเรือดำน้ำใหม่จากรัสเซีย รวมทั้งออสเตรเลียที่จะนำเข้าเรือดำน้ำจากญี่ปุ่น
สำหรับประเด็นดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าหลายชาติในอาเซียนแข่งขันกันเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับประเทศตนเองในช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นช่องทางการค้าสำคัญในการค้าขายกับต่างประเทศ แต่ทว่าการค้าขายในช่องทางนี้ การมีเรือดำน้ำจำนวนมากอาจไม่จำเป็น







