
รับมือภัยคุกคาม
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกลางกรุงปารีสเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน เป็นปมปัญหาปลายเหตุที่รอวันปะทุมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฝรั่งเศสก็ได้บทเรียนราคาแพงมาแล้วเมื่อช่วงต้นปี แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถป้องกันการใช้ความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้นได้
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกลางกรุงปารีสเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน เป็นปมปัญหาปลายเหตุที่รอวันปะทุมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฝรั่งเศสก็ได้บทเรียนราคาแพงมาแล้วเมื่อช่วงต้นปี แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถป้องกันการใช้ความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้นได้
จะเห็นได้ว่าท่ามกลางการเบ่งบานของโลกาภิวัตน์ในทุกมุมโลก พร้อมๆ กับการกำหนดนโยบายความมั่นคงของประเทศมหาอำนาจ ได้เกิดการก่อตัวและซุกซ่อนความขัดแย้งในหลายรูปแบบในทุกภูมิภาค ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่ใดจะตกเป็นเป้าหมายและจะเกิดความรุนแรงขึ้นในมิติใด
ตั้งแต่เหตุการณ์ 911 เป็นต้นมา สถานการณ์ความมั่นคงของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ระดับความรุนแรงและในแง่ความสูญเสียที่มิอาจประเมินได้
แต่ดูเหมือนตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีมานี้ แทนที่นโยบายการแก้ปัญหาความมั่นคงโลกจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้เบาบางลง การกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม
กล่าวได้ว่าการกำหนดนโยบายของมหาอำนาจโลกต่อปัญหาความขัดแย้งยังคงเป็นไปในลักษณะการช่วงชิงความได้เปรียบ ตักตวงผลประโยชน์ และพร้อมใช้กำลังเข้าตอบโต้คู่ขัดแย้งในทุกกรณี ซึ่งล้วนเป็นชนวนอันอาจจะนำไปสู่สงครามโลกในที่สุด
จะเห็นได้ว่าสงครามกลางเมืองในกลุ่มอาหรับ ได้ส่งผลให้มีการอพยพลี้ภัยเข้าสู่ยุโรปอย่างต่อเนื่องปีละหลายล้านคน แน่นอนที่สุดได้ส่งผลต่องบประมาณการช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนและได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงเป็นลูกระนาดในแทบทุกมิติไปทั่วทุกภูมิภาค
ทุกสถานการณ์เชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ด้านผลกระทบจึงไม่มีข้อยกเว้นแก่ประเทศใด ดังที่ไทยเราก็กำลังเผชิญมรสุมเศรษฐกิจโลกอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง การก่อการร้ายใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ก็ตอกย้ำว่าเป็นผลพวงของการดำเนินนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศและเหตุระเบิดในบ้านเราก็สะเทือนไปยังมุมโลกอื่นด้วยเช่นกัน
การก่อวินาศกรรมแยกราชประสงค์คงไม่ใช่เหตุการณ์สุดท้าย หากมีเหตุปัจจัยเกื้อหนุน ดังนั้นนอกจากความไม่ประมาทแล้ว การดำเนินนโยบายการป้องกันภัยคุกคามในทุกรูปแบบจะต้องมีการทบทวนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าอุปกรณ์และความพร้อมด้านบุคลากร
เมื่อฝรั่งเศสและอีกหลายประเทศยังมิอาจสกัดยับยั้งเหตุได้ เราเองคงไม่แตกต่างกัน แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าระดับความเข้มข้นในการกำกับการดำเนินนโยบายของเราได้เอาจริงเอาจังและให้ความสำคัญต่อภัยด้านนี้มากน้อยแค่ไหน
ยิ่งสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองยังไม่มีหลักประกันเรื่องความปรองดองผนวกกับเราตกเป็นประเทศเป้าหมาย และศูนย์กลางการก่ออาชญากรรมข้ามชาติด้วยแล้ว ประชาชนคนไทยตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จึงมีความคาดหวังอย่างสูงว่านโยบายการรับมือภัยคุกคามนับแต่นี้จะจับต้องได้ในระดับน่าพึงพอใจมากกว่าที่เป็นอยู่







