
มาออร์แกนิกกันดีกว่า
ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่เคยเรียนหนังสือด้วยกันมาเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว แต่เขาได้ไปทำมาหากินอยู่สหรัฐมา 20 กว่าปีแล้ว
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่เคยเรียนหนังสือด้วยกันมาเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว แต่เขาได้ไปทำมาหากินอยู่สหรัฐมา 20 กว่าปีแล้ว จนปัจจุบันเป็นนักธุรกิจนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยและประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ เช่น เวียดนาม เป็นต้น เข้าไปจำหน่ายในสหรัฐปีหนึ่งๆ หลายพันล้านบาท
เพื่อนผมคนนี้บินไปบินมาระหว่างอเมริกากับเมืองไทยปีละหลายครั้ง เพื่อพบปะกับผู้ประกอบการไทยที่ส่งสินค้าไปขายในอเมริกา ล่าสุดได้มีโอกาสพบปะคุยกัน ผมบ่นให้เขาฟังว่า รถติดโหดมาก เวลาไปทำงาน บางครั้งใช้เวลาเดินทางมากกว่าเวลาที่ใช้จริงในการประชุมในที่ทำงาน เขาได้ทีเลยทับถมผมว่า สำหรับเขาแล้ว รถติดในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ปัญหา เพราะบรรดาลูกค้าต้องการขายสินค้าให้เขาต่างยินดีที่จะมาพบเขาที่โรงแรมที่พัก วันหนึ่งๆ บางที 3-4 ราย เขาเพียงแต่จัดเตรียมสถานที่นัดพบในโรงแรมและจัดเวลาพบปะ เจรจาธุรกิจกับลูกค้าเหล่านี้ก็พอแล้ว
ผมกลับบอกเขาว่า ที่ใครต่อใครยอมฝ่าการจราจรมหาโหดมาพบเขาที่โรงแรมนั้น ก็เพราะอยากจะขายสินค้าให้เขาก็เท่านั้น เพราะปัจจุบันผู้ส่งออกมีปัญหาผลิตสินค้าออกมาแล้วไม่ทราบว่าจะขายให้ใคร ถ้าลองตลาดเป็นของผู้ซื้ออย่างตอนที่เศรษฐกิจกำลังบูมๆ จะมีผู้ขายระดับเจ้าของกิจการสักกี่คนที่จะยอมลุยรถติดมาพบกับเขาที่โรงแรมที่พัก ซึ่งอยู่ในย่านจราจรติดขัดที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
เขาก็ยืนยันความคิดของผม เพราะเมื่อ 7-8 ปีก่อน เขามากรุงเทพฯ นัดพบกับผู้ประกอบการเป็นเรื่องยาก มีพิธีรีตองมากมาย บางทีให้พบลูกน้อง ซึ่งไม่มีอำนาจต่อรองพูดกันจบสรุปสารปิดดีลไม่ได้ ทำให้เขาเสียโอกาสทางการค้าไปมากพอสมควร ผิดกับตอนนี้ที่ใครๆ ก็อยากมาพบเขา
แต่เชื่อไหมครับว่า แม้แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน เขาก็ยังอยากจะพบผู้ขายกล้วยหอม มะพร้าว และสินค้าเกษตรอื่นๆ อยู่ เพราะผลผลิตเหล่านี้เป็นที่ต้องการในสหรัฐ และไทยเองยังมีส่วนแบ่งตลาดน้อย ในฐานะ
คนไทยเขาก็อยากส่งเสริมให้ประเทศไทยมีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐเพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่เขาสามารถจะสั่งซื้อสินค้าทางการเกษตรเหล่านี้จากประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ได้
สินค้าทางเกษตรประเภทหนึ่งที่เพื่อนผม ซึ่งจัดว่าเป็นนักธุรกิจผู้นำเข้าสินค้าประเภทอาหารและสินค้าอุปโภครายใหญ่รายหนึ่งพูดถึงว่าอยากให้ประเทศไทยหรือรัฐบาลส่งเสริมอย่างจริงจัง คือสินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมที่ผลิตโดยวิธีธรรมชาติปลอดสารพิษ หรือสารเจือปนต่างๆ ที่มาทางดินน้ำ และอากาศ ในสภาพแวดล้อมที่เรียกว่า สินค้าออร์แกนิก (Organic) เพราะสินค้าประเภทเดียวกัน ถ้าเป็นสินค้าออร์แกนิกจะขายได้ราคากว่าสินค้าที่ไม่ได้ผ่านการรับรองว่าเป็นสินค้าออร์แกนิกนับ 10 เท่าตัว และเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงไม่จำกัดในสหรัฐ และในประเทศที่เจริญแล้วทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชียเอง เนื่องจากคนทั่วไป โดยเฉพาะคนที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงขึ้นไปไม่รังเกียจที่จะจ่ายเงินเพิ่มเพื่อสุขภาพ
เรื่องนี้ผมก็เคยสังเกตเวลามีโอกาสไปซื้อข้าวปลาอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตในสหรัฐ ซึ่งจะมีชั้นวางขายสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรออร์แกนิกเพิ่มมากขึ้นทุกครั้งที่ไป แต่ที่น่าเสียดายคือ ผมยังไม่เคยเห็นสินค้าออร์แกนิกที่ส่งไปจากเมืองไทยให้ชื่นใจเลยสักครั้งเดียว ส่วนใหญ่ถ้าไม่ผลิตเองในท้องถิ่นก็มักจะนำเข้าจากประเทศที่พัฒนาการเกษตรแล้วอย่างนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย หรือแม้แต่ญี่ปุ่น ซึ่งมีสินค้าออร์แกนิกราคาแพงหูฉี่เข้าไปขาย ก็ยังขายดิบขายดีเพราะฝรั่งยินดีควักกระเป๋าซื้อสินค้าคุณภาพ Organic เหล่านี้
คำถามก็คือ ทำไมเกษตรกรไทยผู้ผลิตสินค้าเกษตรทั้งหลาย โดยเฉพาะผักและผลไม้ถึงไม่ผลิตสินค้าเกษตรออร์แกนิกออกมาขายสนองความต้องการที่ดูเหมือนจะมีไม่จำกัด เพราะเท่าที่ทราบ ขณะนี้แม้ว่าสินค้าออร์แกนิกจะเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างมากมาย แต่ในซัพพลายเชนของสินค้าผักและผลไม้ที่ผลิตกินในประเทศนั้น มีผลผลิต ออร์แกนิกเพียงประมาณ 2% ของผลผลิตรวมในประเทศ ซึ่งเข้าใจว่าไม่เพียงพอที่จะสนองความต้องการในประเทศ จึงมีเหลือส่งไปจำหน่ายในต่างประเทศน้อยมาก
ก็ต้องยอมรับครับว่า การผลิตผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นออร์แกนิกนั้น ต้องใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรค่อนข้างสูงในการผลิต เพราะคำว่า ออร์แกนิก ที่เราใช้กันทั่วๆ ไปนั้น หมายถึงผลผลิตที่ไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลงศัตรูพืชเป็นหลัก ซึ่งมิได้เป็นผลผลิตที่เป็นออร์แกนิกที่แท้จริง เพราะผลผลิตทางการเกษตรหรืออาหารออร์แกนิกนั้น ส่วนประกอบทุกอย่างจะต้องมาจากธรรมชาติเท่านั้น อาหารพืชและสัตว์ที่จะนำมาจำหน่ายจะต้องเป็นอาหารธรรมชาติ เช่น ปุ๋ยคอก ไม่มีการให้อาหารสังเคราะห์ เร่งให้เจริญเติบโตอย่างไก่ที่บ้านผมก็ปล่อยให้คุ้ยหาอาหารเอาเองในสนาม ถึงจะเรียกว่าไก่ออร์แกนิก ไม่ใช้สารเคมี ไม่ว่าจะเป็นสารกระตุ้นให้โตเร็วยาฆ่าแมลงใดๆ ทั้งสิ้น และที่สำคัญที่สุดคือกระบวนปลูกเลี้ยงหรือประกอบเป็นอาหารจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายธรรมชาติรอบตัว และเท่าที่ทราบ แม้แต่แปลงเพาะปลูก ก็จะต้องอยู่ที่สะอาด ปราศจากการปนเปื้อนจากสารพิษทั้งในดิน น้ำ และอากาศ อย่างที่ว่าไว้ตอนต้น ซึ่งบางทีอาจจะหาสถานที่อย่างนี้ค่อนข้างยากในเมืองไทย เพราะเรานิยมเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์แบบนายทุนกันมานาน เพื่อให้ได้ผลผลิตเชิงปริมาณมากที่สุด
สุดท้ายคือผมคิดว่าหน่วยงานของราชการที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าออร์แกนิกนั้นยังเป็นหน่วยงานเล็กๆ ถ้าจำไม่ผิดมีหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรฯ ที่ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่สามารถออกไปรับรองสินค้าออร์แกนิกให้เกษตรกรและผู้ประกอบการผู้ผลิตสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารก็เป็นแค่หน่วยงานเล็กๆ คงไม่มีหน้าที่ค้านการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาผลิตสินค้าออร์แกนิกในระดับประเทศได้ และจริงๆ แล้วไม่แน่ใจว่าใบรับรองของหน่วยงานนี้ จะเป็นที่ยอมรับในระดับสากลเหมือนหน่วยงานที่มีชื่อว่า IFOM ในต่างประเทศที่สามารถออกใบรับรองในระดับสากลที่ยอมรับกันทั่วโลกได้ แต่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการค่อนข้างจะสูงเกินไปสำหรับเกษตรกรไทย
ผมยกปัญหาสารพัดเกี่ยวกับสินค้าเกษตรและอาหารออร์แกนิกมา เพื่ออยากให้รัฐบาลลองนำไปพิจารณาแก้ไขปัญหาในการดำเนินการและออกมาตรการส่งเสริมให้เกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารหันมาผลิตสินค้าออร์แกนิกมากขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำลงอย่างตรงเป้า ดีกว่าการออกมาตรการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุอย่างการให้ลดการผลิต แต่ไม่ได้บอกว่าลดแล้วจะให้เกษตรกรเอาเวลาที่เหลือไปทำอะไร







