
หนี้เสียตามหลอน รัฐต้องดันลงทุนแทนบริโภค
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
สถานการณ์เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า มีส่วนทำให้คุณภาพหนี้ด้อยลง เห็นได้จากยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ในไตรมาส 3 ปีนี้ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่ามีการเร่งขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จากสินเชื่อในกลุ่มอุปโภคบริโภค
ธปท.รายงานอัตราการเติบโตของเอ็นพีแอลในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาว่า สินเชื่อโดยรวมของระบบธนาคารพาณิชย์มียอดคงค้างอยู่ที่ 11.5 ล้านล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 5.3% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่มียอดสินเชื่อคงค้าง 3.5 ล้านล้านบาท เติบโต 3.7% สินเชื่อเอสเอ็มอีมียอดคงค้าง 4.4 ล้านล้านบาท โต 4.9% และสินเชื่ออุปโภคบริโภคมียอดคงค้าง 3.6 ล้านล้านบาท โต 7.5%
ประเด็นที่น่าห่วงอยู่ที่ ธปท.ระบุว่า จากการติดตามดูหนี้พบว่าเพราะคุณภาพด้อยลงทุกประเภท โดยสินเชื่อที่อยู่อาศัยขยายตัวลดลง จาก 11.8% เหลือ 10.7% แต่มีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น จาก 2.4% ของสินเชื่อ เพิ่มเป็น 2.6%
ด้านสินเชื่อรถยนต์ขยายตัวดีขึ้น จากที่เคยติดลบ 3.7% ในไตรมาสก่อน เหลือติดลบ 2.7% แน่นอนมีเอ็นพีแอลเพิ่ม จาก 2.6% ของสินเชื่อ เพิ่มเป็น 2.7% ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลโตลดลง จาก 13.8% เหลือ 12.7% แถมมีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น จาก 2.8% ของสินเชื่อ เพิ่มเป็น 2.9%
และสินเชื่อบัตรเครดิตขยายตัวลดลง จาก 8.1% เหลือ 7.4% แต่มีเอ็นพีแอลเร่งขึ้นมากที่สุด จาก 4.2% ของสินเชื่อ เพิ่มเป็น 4.5% ซึ่งเรื่องนี้ ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธปท. ยอมรับว่า เซอร์ไพรส์กับหนี้เอ็นพีแอลของสินเชื่อบัตรเครดิตอยู่พอสมควร เพราะเมื่อไปดูไส้ในแล้วพบว่าเพิ่มจากกลุ่มคนรายได้สูง 5 หมื่นบาท/เดือน เบี้ยวหนี้มากขึ้น
ขณะที่สินเชื่อจัดชั้นที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (เอสเอ็ม) ซึ่งเป็นหนี้ที่คนค้างชำระเกิน 1 เดือน แต่ไม่ถึง 3 เดือน ของสินเชื่ออุปโภคบริโภคก็เพิ่มขึ้นด้วย จากไตรมาสก่อนที่ 3.51% เพิ่มเป็น 3.58% เป็นภาพสะท้อนที่น่าห่วง ว่าแนวโน้มหนี้เสียในระบบธนาคารมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อีก
ภาพเหล่านี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทำให้ธนาคารพาณิชย์และบริษัทผู้ประกอบธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) ไม่อยากปล่อยกู้หรือถึงปล่อยก็ปล่อยได้น้อย เพราะถึงฐานะธนาคารจะแข็งแกร่ง เงินกองทุนสูง แต่ย่อมกลัวความเสี่ยงที่หนี้จะกลายเป็นหนี้เสีย หนี้สูญ ต้องมีภาระตั้งสำรองหนี้เพิ่ม ฉุดรายได้กำไรลดลงในที่สุด จึงไม่แปลกที่ไม่ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการมาช่วยเร่งการปล่อยกู้มากแค่ไหน ธนาคารก็ปล่อยกู้ได้ไม่มาก
สิ่งที่ ธปท.เป็นห่วงที่หนี้เสียมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นของคนชั้นกลางที่อาจจะขึ้นไปถึงคนระดับบนของประเทศ ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ห่วงเกินจริง เพราะวิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้มาจากปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ภัยแล้ง การส่งออกหดตัว การจ้างงานหรือการขึ้นค่าจ้างก็ไม่ได้เพิ่มมากมายนัก
แต่ยังถือเป็นโชคดีที่อัตราเงินเฟ้อไม่สูงจนน่ากลุ้มใจ เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงมาก เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี คนที่ขาดแคลนเงินคือคนกลุ่มล่าง แต่เมื่อรากหญ้าที่เป็นผู้บริโภครายใหญ่ของประเทศไม่มีเงินจะใช้จ่าย ในที่สุดแล้วก็จะทำให้การฝืดเคืองขยายขึ้นไปสู่คนระดับบน
ที่สำคัญอีกด้านครัวเรือนเองก็มีภาระหนี้สูง ดูได้จากระดับหนี้ครัวเรือนต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่ยังสูงต่อเนื่องมาตั้งแต่ 71% ของจีดีพี ในปี 2555 เป็น 76.2% ของจีดีพี ในปี 2556 และเพิ่มเป็น 79.7% ของจีดีพี ในปี 2557
จนถึงปีนี้หนี้ครัวเรือนก็ยังคงอยู่ในระดับสูงมาจนถึงปีนี้ ไตรมาส 2 หนี้อยู่ที่ 80.6% ของจีดีพี ซึ่งในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปีนี้มีโอกาสที่จะขยับขึ้นไปที่ 81-82% ของจีดีพี แต่หากรวมหนี้นอกระบบด้วยมีโอกาสที่หนี้ครัวเรือนจะเติบโตสูงเกิน 100% ของจีดีพี
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้สินเชื่อบริโภคอย่างไม่ระวัง ส่งผลให้ขณะนี้ไม่ว่ารัฐบาลจะส่งเสริมให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้เงินหมุนไปถึงมือประชาชนผู้มีรายได้น้อย รวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี มากแค่ไหนก็ตาม แต่ตัวเลขสินเชื่อในฝั่งธนาคารพาณิชย์ยังโตต่ำ จะปล่อยได้บ้างก็เฉพาะในส่วนของธนาคารรัฐเท่านั้น
โอกาสที่เศรษฐกิจจะโตผ่านมาตรการภาครัฐที่ส่งเสริมให้ครัวเรือนกู้ยืมไปจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นช่วยหมุนเศรษฐกิจไปข้างหน้าจึงเป็นความหวังที่ริบหรี่ เพราะไม่ว่าจะผลักดันให้กู้แค่ไหน แต่ยอดเติบโตของสินเชื่อก็แป้ก
จากหลายปัจจัยทั้งจากนโยบายรัฐที่ออกนโยบายคืนภาษีรถคันแรกที่คนเป็นหนี้ยังไม่ลด การส่งเสริมให้ผู้มีรายได้เดือนละ 15,000 บาท สามารถกู้เงินซื้อบ้านได้ถึง 3 ล้านบาท บวกกับเศรษฐกิจไทยมีระดับอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน ยิ่งเอื้อต่อการก่อหนี้
เมื่อทั้งกลุ่มคนรากหญ้าและกลุ่มคนระดับบนมีปัญหาเงินฝืดไม่ต่างกันแล้ว ในที่สุดจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจให้ถดถอยลง
การที่รัฐบาลเปลี่ยนกลยุทธ์ จากการเน้นกระตุ้นการบริโภคในประเทศให้เศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นมาใช้การลงทุนดันให้เศรษฐกิจหมุนเวียนจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
อย่างไรก็ตาม อีกเดือนกว่าก็จะหมดปี 2558 แล้ว โครงการที่รัฐบาลหวังจะอนุมัติและเซ็นสัญญาได้ในปีนี้ 7 โครงการ ยังไม่ผุดขึ้นมาให้เห็นเป็นรูปร่างแต่อย่างใด
จากเหตุผลดังกล่าว จะหวังพึ่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐเพื่อจูงใจให้เอกชนลงทุนตาม เพื่อผลักดันให้การเติบโตช่วงที่เหลือของปีนี้และแนวโน้มในปีหน้าโตไปได้ดีขึ้น ก็ดูเหมือนโครงการลงทุนของรัฐ รวมไปถึงการลงทุนร่วมกันของรัฐและเอกชน (พีพีพี) ก็ยังเดินไม่ได้ตามแผน ยังติดอุปสรรคหลายด้าน แม้รัฐจะผ่อนผันขั้นตอนและเงื่อนไขการทำงาน แต่รัฐก็ยังพะวงกับการถูกครหาเรื่องความโปร่งใส ทำให้การลงทุนเดินหน้าไม่ได้อยู่ดี
เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มองว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้และปีหน้าจะขับเคลื่อนจากการบริโภคของครัวเรือน โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้จากภาคการเกษตรได้ยาก เพราะราคาสินค้าเกษตรหลักๆ ของไทยมีราคาลดลงในตลาดโลก ไม่ว่าข้าว ยางพารา หรืออ้อย
“ยิ่งครัวเรือนไทยมีสัดส่วนรายได้จากภาคเกษตรสูงถึง 35% ยิ่งทำให้ภาครัฐกระตุ้นจากส่วนนี้ได้ลำบาก ขณะที่รายได้นอกภาคเกษตรของคนทำงานมนุษย์เงินเดือนก็ไม่สูงขึ้น จากเศรษฐกิจที่โตแผ่ว ทำให้คนยิ่งรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ใช้จ่ายอาจจะลดลง” เศรษฐพุฒิ กล่าว
ฉะนั้น แม้ธนาคารจะมีฐานะที่แข็งแกร่ง สภาพคล่องเพียงพอ แต่คงไม่สามารถขยายสินเชื่อในกลุ่มครัวเรือนเหล่านี้ได้มากนัก แต่อย่างไรก็ดีสินเชื่อในภาคธุรกิจน่าจะขยายได้ดีกว่าหากการลงทุนภาครัฐเดินหน้าได้จริงตามแผน ปีหน้าเศรษฐกิจคงฟื้นตัวได้แต่ไม่มาก เพราะยังมีปัจจัยฉุดอยู่มาก ทั้งปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ จึงมองว่าเศรษฐกิจปีหน้ายังโตได้แต่ภาพคงไม่สดใสมากนัก







