
สุดยอด ‘วิชั่น’ คือการรู้จัก Utilization of waste
โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ
โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ
สดๆ ร้อนๆ จากผลพวงที่ผู้นำรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่ง “ลุย” ให้เปิดการประมูล 4จี เต็มพิกัด ด้วยการมองเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการนำเอาคลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้ “สมประโยชน์” มา Utilization ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ภายใต้ความร่วมมือจัดการของ พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี (ประธาน) และ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รศ.ประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร และ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. ในฐานะคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) พร้อมด้วยเลขาธิการคนขยัน ฐากร ตัณฑสิทธิ์ ที่ได้มุ่งมั่นทุ่มเทกับการดำเนินการ เพื่อให้เกิดมีการประมูล 4จี บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ตามกำหนด จนสำเร็จลุล่วงเป็นรูปธรรมอย่างงดงาม เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2558 ที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงเชียร์อันกึกก้องของผู้เกี่ยวข้องในแวดวงกิจการโทรคมนาคมทั้งในและต่างประเทศ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ปรากฏผลว่า ...ผู้ชนะการประมูล 4จี บนคลื่นความถี่ 1800 MHz Lot 1 : คือ TrueMove H ในราคาสูงถึง 39,792 ล้านบาท ส่วน AIS_Thailand ชนะการประมูล Lot 2 : ในราคา 40,986 ล้านบาท รวมเป็นเงินที่ได้ทั้งหมดจากการประมูลในครั้งนี้ถึง 80,778 ล้านบาท เกินความคาดหมาย
ทำให้บรรดาผู้บริหาร กสทช.พากัน “แฮปปี้” ไปตามๆ กัน เนื่องเพราะผลจากการผลักดันให้เกิดปฏิบัติการการประมูล ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎี การรู้จักนำเอาสิ่งที่ไร้ค่าหรือใช้ไม่สมประโยชน์มาทำให้เกิดคุณค่าสูงสุด หรือ Utilization of waste อย่างน่าภาคภูมิ!
การเกิดเม็ดเงินจากการประมูล ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์เป็นมูลค่าถึงหมื่นกว่าล้านบาทในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าเกิดจากการวางมาตรการป้องกันการ “ฮั้ว” การประมูลของทีมงานเลขาธิการอย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพ ผลตามมาก็คือ มีการประมูลแข่งขันกันอย่างดุเดือดจริงจัง เคาะสู้ราคากันอย่างดุเดือดเผ็ดมันหลายสิบรอบ เป็นผลทำให้เกิดเม็ดเงินมหาศาลอันเป็นรายได้ของแผ่นดิน ซึ่งสามารถนำเงินจำนวนนี้เข้ารัฐ เป็นงบส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศตามนโยบาย เหมือน “ส้มหล่น” ด้วยบุญภินิหาร...ว่าไหม?
ผู้เขียนไม่ผิดหวังเลยที่ได้เขียนบทความ“เห็นพ้องกับ ‘บิ๊กตู่’ อย่าใช้กฎหมู่...ทำให้เสียของ” ใน “โพสต์ทูเดย์” ฉบับก่อนหน้านี้ สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้ความเด็ดขาดสั่งการให้ดำเนินการเปิดประมูลให้จนได้โดยไม่จำเป็นต้องหวั่นไหวกับคำขู่ฟ้องร้อง หรือกฎหมู่ใดๆ สมกับเป็นผู้นำที่รู้จัก “Utilization of waste” ด้วยการนำเอาคลื่นความถี่ที่ใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่ามาทำให้เกิดคุณค่าสูงสุด
การเปิดประมูล 4จี ได้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่วางไว้ในครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ชี้ให้ประจักษ์โดยทั่วกันว่า เป็นการดำเนินการที่ส่งผลบวกโดยตรงต่อรัฐบาลในอันที่จะได้เงินไปช่วยพัฒนาประเทศถึงจำนวน 8 หมื่นกว่าล้านบาทดังกล่าวแล้วและยังจะส่งผลในทางอ้อมให้แก่ประชาชนผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการได้ใช้ระบบ 4จี เร็วขึ้นทันการณ์อีกด้วย
เพราะ...เมื่อบริษัทเอกชนผู้ประกอบการได้รับใบอนุญาตแล้วก็สามารถนำคลื่นความถี่ที่ประมูลได้ไปใช้เป็นปัจจัยหรือตัวเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สาย อาทิ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์พกพา และเครื่องอำนวยความสะดวกในระบบต่างๆ ซึ่งได้รับการพัฒนาความเสถียรของระบบและความเร็วขึ้นมาจาก 1จี ซึ่งเป็นระบบอะนาล็อก ด้วยการใช้สัญญาณวิทยุในการส่งคลื่นเสียง โดยไม่สามารถรองรับการส่งผ่านข้อมูลใดๆ จนกระทั่งได้รับการพัฒนาสู่ระบบดิจิทัลในเจเนอเรชั่น 2 หรือ 2จี และได้รับการพัฒนาเรื่อยมาจนถึงยุค 3จี แล้วก้าวสู่ 4จี ในที่สุด
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี 4จี ดังกล่าวนี้เป็นเทคโนโลยีที่ต่อยอดทั้งเป็นการแก้ไขจุดบกพร่องต่างๆ ที่ปรากฏในระบบ 3จี ทั้งนี้ IMT-Advanced ได้กำหนดมาตรฐานในระบบ 4จี ไว้ว่าจะต้องทำความเร็วในการรับส่งข้อมูลข่าวสารให้ได้ตั้งแต่ 100 เมกะไบต์ ไปจนถึง 1,000 เมกะไบต์ หรือ 1 กิกะไบต์
แม้ว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีที่มีอยู่ยังไม่สามารถจะทำ 1 กิกะไบต์ ได้ตามที่คาดหวังไว้ ทว่าความสำเร็จจากการประมูล 4จี ในการนี้จะเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดความเร็วในการดาวน์โหลดสูงถึง 100 หรือ 200 เมกะไบต์ และสามารถอัพโหลดที่ระดับ 50 Mbps ซึ่งเมื่อเทียบกับระบบ 3จี เก่าที่มีความเร็วอยู่ที่ประมาณ 20-40 เมกะไบต์ จะปรากฏว่ามากกว่าหลายเท่าทีเดียว
โดยสรุปการเกิดระบบ 4จี ในประเทศไทย จะทำให้เกิดประสิทธิภาพชัดเจนทั้งในด้านเสียงและภาพที่คมชัด อีกทั้งการส่งไฟล์วิดีโอก็มีความละเอียดสูง ตลอดจนการถ่ายทอดเสียงแบบ Real time สำหรับใช้ในการประชุมทางไกล ก็สามารถโต้ตอบประเด็นปัญหาในการประชุมอย่างทันท่วงที มีประสิทธิภาพ นับเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยและก่อเกิดประโยชน์ในทุกมิติ
จากการพบปะแลกเปลี่ยนความเห็นในงานประมูล (ซึ่งผู้เขียนได้รับเชิญไปร่วมสังเกตการณ์ด้วย) กับอาจารย์ประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ หนึ่งใน กทค. ได้แสดงความเห็นว่า งานนี้ได้บ่งชี้ถึงระบบการทำงานเพื่อป้องกันการ “ฮั้วประมูล” อย่างมีประสิทธิภาพ รู้สึกดีใจที่พวกเรา (กทค.) ได้ทำงานอย่างทุ่มเทจนประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย ทำให้สังคมได้เข้าใจและประจักษ์ว่าเราทำงานกันอย่างโปร่งใส ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม เพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติและประชาชน
โดยเฉพาะการประมูลอันจะเกิดเป็นรายได้เข้ารัฐในครั้งนี้ จะมีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบและส่งเสริมให้ธุรกิจโทรคมนาคมก้าวรุดหน้าตามนโยบายขับเคลื่อนประเทศของรัฐบาล และกล่าวต่อไปว่า เชื่อว่าการประมูล 4จี บนคลื่นความถี่ 900 MHz ที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ ก็จะเป็นการแข่งขันอย่างดุเดือดแต่เป็นธรรมแน่นอน ซึ่งจะยังผลให้เกิดเม็ดเงินจำนวนมากมาพัฒนาประเทศอีกเช่นกัน
ส่วน พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “การนำเอาคลื่นที่ใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่มาจัดประมูลเพื่อให้เกิดมูลค่าเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เป็นการอันควรกระทำอย่างยิ่ง การที่มีบางองค์กรอ้างว่าต้องคงคลื่นไว้เพื่อความมั่นคงนั้น เห็นจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะความมั่นคงผูกพันกับเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ถ้าเศรษฐกิจดี ความมั่นคงในด้านต่างๆ ของประเทศก็จะดีไปด้วย”
ดังนั้น ผู้เขียนจึงเชื่อว่า ความสำเร็จอันงดงามของการประมูล 4จี ในครั้งนี้ นอกจากเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงแล้ว ยังจะเป็นการตอบโจทย์ทางธุรกิจในการต่อยอดการใช้งานการสื่อสารไร้สายความเร็วสูง ทั้งในด้านปริมาณคลื่นความถี่เป็นอย่างดี และจะมีผู้เข้าใช้บริการโมบายบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตผ่านโครงข่าย 4จี ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งจะเกิดอานิสงส์โดยตรงกับธุรกิจในหลายประเภท ตลอดจนการเกิดเงินสะพัดในระบบกิจการโทรคมนาคม โดยเฉพาะในตลาดการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ จะเกิดรายได้การให้บริการเป็นแสนๆ ล้านบาท อีกทั้งจำนวนผู้ใช้โมบายบรอดแบนด์จะมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตลาดสมาร์ทโฟนก็คาดว่าจะมียอดจำหน่ายสูงขึ้นแน่นอน
งานนี้...ว่าไปแล้วต้องปรบมือให้กับ“วิชั่น” ของผู้นำอย่าง “บิ๊กตู่” ที่ให้การสนับสนุนจนสามารถเกิดการประมูลจนเกิดเป็นรูปธรรมขึ้นมา ซึ่งถือเป็นผลงานและประโยชน์ที่จับต้องได้ให้กับรัฐและประชาชน ตลอดจนเป็นผลงานอันน่าภาคภูมิใจของคณะผู้บริหาร กสทช.ทุกคน โดยเฉพาะอดที่จะกล่าวถึงมิได้คือ เลขาธิการ “คนขยัน” ฐากร ที่ทุ่มเทลุยงานอย่างไม่ยอมท้อถอย แม้จะมีอุปสรรคที่ขวางหน้านานัปการ จนเกิดผลงานชิ้น “โบแดง” อันควรค่าแก่การยกนิ้วให้...เนื่องจากการวางมาตรการป้องกันมิให้เกิดการ “ฮั้ว” ประมูลอย่างมีประสิทธิภาพ...มิใช่หรือ?
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า หากผู้นำรัฐบาลใช้อำนาจเด็ดขาดดำเนินนโยบายสนับสนุนให้บางหน่วยงานของรัฐที่ไร้ประสิทธิภาพกระทำการปรับปรุงตัวให้สามารถเดินด้วยขาตนเอง ด้วยการลดละแนวคิดที่จะเข้าไปช่วย “อุ้ม” แบบ “เตี้ยอุ้มค่อม” ด้วยการเน้นให้มีการตรวจสอบวิจัยในเชิงลึกกับหน่วยงานที่ “เป็นตัวถ่วงหรืออุปสรรค” ต่อนโยบายการขับเคลื่อนประเทศ โดยการนำเอาคลื่นความถี่อันเป็นทรัพยากรของชาติที่ได้ผ่านการพิจารณาชั่งน้ำหนักความหนักเบาแห่งผลประโยชน์ระหว่างชาติกับหน่วยงานที่ไม่เกิดการพัฒนาซึ่งอ่อนปวกเปียกอยู่แล้วอย่างถี่ถ้วน
ถ้าพบว่าเป็นการ “หมกไว้” โดยไม่ได้ใช้ให้สมประโยชน์ ก็ต้องคืนแก่ กสทช. องค์กรที่มีหน้าที่ทำการจัดสรร หรือจัดประมูลตามกฎหมาย เพื่อทำการจัดสรร (ตามกฎหมายใหม่ใช้ใบอนุญาตแทนระบบสัมปทาน) ให้แก่บริษัทเอกชนผู้มีศักยภาพนำไปพัฒนาให้เป็นระบบ 4จี-5จี ขึ้นไปตามลำดับ ให้ทัดเทียมกับความเจริญทางเทคโนโลยีของนานาอารยประเทศ...win-win ทุกฝ่าย ตามหลักคิด “Utilization of waste”
...มิดีกว่าหรือครับ?!







