
ธรรมาภิบาล ที่ต้องตัด(สิน)ใจ (ตอนที่ 1)
โดย...ธนกร พรรัตนานุกุล
โดย...ธนกร พรรัตนานุกุล
หากกล่าวถึงคำว่า “Dilemma” หลายคนมักนึกถึงสถานการณ์ที่ยากต่อการตัดสินใจ อันเป็นผลมาจากแต่ละทางเลือกนั้นต่างมีข้อดีและข้อเสีย ส่งผลให้การตัดสินใจในบางครั้งเป็นผลดีสำหรับคนบางกลุ่ม แต่กลับเป็นผลร้ายสำหรับคนบางกลุ่มได้เช่นกัน การทำหน้าที่ของกรรมการเองก็มักจะต้องพบเจอกับเหตุการณ์ในลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้งไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องประชุมคณะกรรมการเอง หรือแม้แต่นอกห้องประชุม ส่งผลให้กรรมการต้องตกอยู่ในภาวะที่กดดันว่าจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้การตัดสินใจของตนนั้นนำมาซึ่งจุดที่สมดุล เป็นประโยชน์และเป็นที่พึงพอใจต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
จากบทความ “Directors’ Dilemmas: Reconciling Competing Claims” ที่แต่งโดย Prof. Colin Coulson-Thomas ได้รวบรวมสถานการณ์ที่กรรมการจะต้องเผชิญความยากลำบากในการตัดสินใจไว้อยู่หลายกรณี โดยเขาได้มองว่าบทบาทหน้าที่ของกรรมการในการกำกับดูแลกิจการนั้นมีอยู่สองด้าน กล่าวคือ ด้านโครงสร้างและด้านพฤติกรรม (Structural and behavioral aspect) ซึ่งในแต่ละด้านต่างก็มีสถานการณ์ที่ยากลำบากให้กรรมการต้องพิจารณาและตัดสินใจ โดยจากประสบการณ์ของเขาที่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการและทำงานร่วมกับคณะกรรมการมาอย่างยาวนาน พบว่ากรรมการที่สามารถหาจุดสมดุลในแต่ละสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี มักจะเป็นกลุ่มกรรมการที่สามารถหาจุดสมดุลในชีวิตส่วนตัวได้ มีฐานะทางการเงินที่มั่นคง และมีครอบครัวที่เป็นหลักเป็นฐาน ทั้งนี้เป็นเพราะกรรมการกลุ่มนี้จะมีเวลาที่เพียงพอและมีภาวะอารมณ์ที่มั่นคงในการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ขององค์กร
Dilemma 1: Width versus Depth
เริ่มจากภาวะการตัดสินใจที่ใกล้ตัวกับกรรมการเองนั่นคือจำนวนบริษัทที่คณะกรรมการควรไปนั่งดำรงตำแหน่งอยู่ ภายใต้สถานการณ์นี้ กรรมการจะต้องตัดสินใจว่าควรจะดำรงตำแหน่งกรรมการให้กับหลายบริษัทหรือไม่ เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้กรรมการมีประสบการณ์และทักษะที่กว้างขึ้น และยิ่งเป็นประโยชน์อย่างมากหากประสบการณ์ที่ได้จากบริษัทหนึ่ง สามารถช่วยให้กรรมการสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ดีมากขึ้นกับอีกหลายบริษัทที่ดำรงตำแหน่งอยู่
อย่างไรก็ตาม การดำรงตำแหน่งในหลายบริษัทอาจทำให้กรรมการมีเวลาไม่เพียงพอที่จะปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ขาดความเข้าใจในเชิงลึก ด้วยเหตุนี้กรรมการจะต้องหาจุดสมดุลที่ดีว่าควรตัดสินใจในเรื่องนี้อย่างไร เพื่อให้กรรมการมีความรู้ที่กว้างมากพอและเข้าใจในเชิงลึกของแต่ละบริษัทที่ตนดำรงตำแหน่งได้ด้วยเช่นกัน
จากประเด็นสถานการณ์ข้างต้น หลายคนที่เป็นกรรมการอาจคิดว่าความเข้าใจในเชิงลึกนั้นมีความสำคัญมากกว่า เพราะการเป็นกรรมการคือการทำหน้าที่แทนผู้ถือหุ้นที่ได้แต่งตั้งตนมา ถือเป็นความรับผิดชอบสูงสุดที่ตนจะต้องทำหน้าที่กำกับดูแลให้เต็มที่ อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่กรรมการจะต้องพึงระลึกไว้อยู่เสมอก็คือว่า การรู้ในเชิงลึกมากเกินไปก็อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้เช่นกัน เพราะตราบใดที่กรรมการให้ความสำคัญกับรายละเอียด หรือการรู้เชิงลึกมากจนเกินไป อาจจะส่งผลให้กรรมการท่านนั้นขาดการมองในองค์รวม หรือที่เรียกว่า “Big Picture” ไปได้ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น กรรมการที่ดีควรที่จะรู้มากพอที่จะทำการตัดสินใจได้ แต่ไม่ใช่รู้เชิงลึกมากจนทำให้เข้าไปก้าวก่ายการทำงานของฝ่ายบริหารและขาดความเป็นกลางในการตัดสินใจ
นอกเหนือไปจากประเด็นการดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทแล้ว การคัดเลือกบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการเองก็ถือเป็น Dilemma ที่คณะกรรมการบริษัทโดยรวม โดยเฉพาะคณะกรรมการสรรหาจะต้องเผชิญเช่นกัน โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เรื่องความหลากหลายของกรรมการ (Board Diversity) ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่หลายสำนักต่างนำมาเป็นประเด็นในการถกเถียงกัน โดยความหลากหลายทางด้านอายุ (Age) นั้นเป็นเรื่องหนึ่งที่จะต้องอาศัยการตัดสินใจของคณะกรรมการที่จะต้องหาจุดสมดุลให้เหมาะสม เพราะการมีกรรมการที่อายุมากนั่งอยู่ในคณะกรรมการมากจนเกินไป ก็อาจจะทำให้ขาดมุมมองใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้
อย่างไรก็ตาม เรื่องหนึ่งที่คณะกรรมการจะต้องนำมาประกอบการพิจารณาก็คือความจริงที่ว่ากรรมการแต่ละรุ่นนั้นมีรากฐานหรือแรงบันดาลใจของการมาดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการที่แตกต่างกัน กล่าวคือ แม้ว่าการมีกรรมการที่เป็นรุ่นใหม่นั้นจะช่วยให้คณะกรรมการโดยรวมมีองค์ประกอบทางด้านความรู้และทักษะที่กว้างขึ้น แต่โดยส่วนใหญ่กรรมการรุ่นใหม่นี้มักจะมีแรงจูงใจมาจากความต้องการที่จะเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง (Be things) เพราะต้องการสร้างประวัติที่ดีให้กับตนเอง จึงได้ตัดสินใจไปดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการให้กับหลายบริษัท แตกต่างจากกรรมการที่มีอายุและมีประสบการณ์มาก ที่มักจะเลือกดำรงตำแหน่งกรรมการให้กับบริษัทที่ตนสนใจ และคิดว่าตนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทเหล่านั้นได้เท่านั้น (Do things)
นั่นหมายความว่ากรรมการกลุ่มนี้ก็จะมีความรู้เชิงลึกและมีประสบการณ์ที่จะช่วยกำกับดูแลบริษัทได้โดยตรงมากกว่านั่นเอง เรื่องนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่คณะกรรมการจะต้องทำการตัดสินใจ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าแต่ละสถานการณ์ต่างก็มีข้อดีและข้อเสียเป็นของตนเอง
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)







