
นโยบายการพัฒนา ต้องคิดถึงต้นทุนที่สูญเสีย
ตลอดระยะเวลา 6 ปี ของ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ในตำแหน่งประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน วีรทัศน์ อิงคภัทรางกูร
ตลอดระยะเวลา 6 ปี ของ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ในตำแหน่งประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่เพิ่งหมดวาระไป ได้คลุกคลีอยู่กับความเดือดร้อนของชาวบ้าน ซึ่งมีมากกว่า 500-600 กรณี
นพ.นิรันดร์ ยอมรับว่า สังคมไทยหรือหน่วยงานรัฐบาลยังไม่เข้าใจเรื่องสิทธิชุมชนหรือสิทธิมนุษยชน และเรื่องป่าไม้และที่ดินทำกินเป็นปัญหาที่จัดการได้ยากที่สุด
“ที่ผ่านมา เรามีสิทธิชุมชนเป็นหลักประกันอยู่ในรัฐธรรมนูญ หน่วยงานรัฐจึงเข้าใจในหลักการที่ว่าที่ดินเป็นสมบัติของประชาชน ส่วนรัฐมีหน้าที่เพียงกระจายการถือครอง ฉะนั้นทั้งรัฐบาลเพื่อไทยและประชาธิปัตย์จึงมีพัฒนาการเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม”
“...แต่เมื่อเกิดรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค. 2557 สภาพจึงเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือนอกจากมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญแล้ว ยังพบว่านโยบายหลายอย่างเป็นอุปสรรค เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่าที่ไล่คนออกจากป่าด้วยข้อหาบุกรุก เราเห็นด้วยว่ารัฐบาลต้องเพิ่มพื้นที่ป่าแต่ต้องแยกแยะและกลั่นกรองชาวบ้านที่มีสิทธิชุมชน”
อย่างไรก็ตาม ตลอด 20-30 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสว่า คนเหล่านี้อยู่ในป่ามาก่อน อย่าไปรุกเขา เขาไม่ได้รุกป่า แต่กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไม่เคยดำเนินการ กระบวนการพิสูจน์หยุดชะงัก เจ้าหน้าที่ไม่มีความเข้าใจ สุดท้ายก็มีนโยบายทวงคืนผืนป่าออกมา แล้วก็ไปตราหน้าชาวบ้านว่าเป็นผู้บุกรุก
เมื่อนโยบายบอกว่าต้องไล่ จึงมีคำร้องในเรื่องเดียวกันถึง 50-60 คำร้อง จาก 30 จังหวัดมาอย่างพร้อมเพรียงในช่วง 4-5 เดือน ซึ่งนับว่าใหญ่มาก และกระบวนการในการช่วยเหลือก็มีปัญหามากขึ้น เพราะมีการอ้างอำนาจตามกฎอัยการศึก ไปจนถึงมาตรา 44
นพ.นิรันดร์ บอกอีกว่า นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นนโยบายที่ดี แต่ผิดที่ให้จังหวัดเป็นผู้กำหนดพื้นที่รองรับนโยบาย ซึ่งพบว่าพื้นที่หลายแห่งมีชาวบ้านอยู่มาก่อน บางแห่งมีเอกสารสิทธิแต่ก็ถูกระบุว่าเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม นอกจากนี้ยังพบว่าการแก้ไข พ.ร.บ.ผังเมือง เป็นไปโดยไม่คำนึงถึงสิทธิชุมชน มีการเปลี่ยนสีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรมโดยที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม
“กลายเป็นว่าอำนาจเบ็ดเสร็จโดยหน่วยงานรัฐ ถูกใช้ละเมิดสิทธิที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยมากขึ้น”
นักสิทธิมนุษยชนรายนี้ ยืนยันว่า ตามหลักรัฐศาสตร์แล้วการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จจะทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น แต่ขณะนี้ผู้นำของเราพยายามบอกว่าเขาเข้าใจปัญหาของประเทศ และรัฐก็พยายามบอกว่าการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จต้องใช้โดยยึดหลักธรรมะคือความถูกต้อง
ดังนั้น สิ่งที่จะเป็นหลักประกันคือผู้นำต้องอย่าหลงเชื่อข้าราชการ และต้องมีกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน จะมาบอกว่ารอให้มีการเลือกตั้งแล้วค่อยให้รัฐบาลใหม่มาฟังเสียงประชาชนคงไม่ได้ เพราะขณะนี้ชาวบ้านเขาเดือดร้อนแล้ว
“อำนาจเด็ดขาดถ้าจะมีประโยชน์คุณต้องยอมรับฟังเสียงประชาชน เพราะประชาชนเท่านั้นคือผู้ที่จะรับประกันว่าการใช้อำนาจเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์ต่อเขา”
สำหรับความแตกต่างระหว่างรัฐบาลพลเรือนกับรัฐบาลทหาร นพ.นิรันดร์ ให้ภาพว่า โดยหลักการถ้าบอกว่ารัฐบาลคือคนก็คงไม่แตกต่างกัน แต่ต้องยอมรับว่าทหารเป็นอาชีพที่มีไว้สำหรับทำศึกสงคราม รัฐบาลทหารจึงติดวิธีคิดแบบทหารคือมองคนที่มีความคิดต่างเป็นศัตรูฝ่ายตรงข้าม กระทบความมั่นคงแห่งรัฐ ต้องกำจัด
ฉะนั้น ถ้าทหารเข้ามาด้วยความคิดทางการเมืองก็คงไม่แตกต่างกับรัฐบาลพลเรือน แต่ถ้าไม่มีจิตสำนึกทางการเมือง ไม่เข้าใจธรรมชาติของการเมือง มองว่าการเมืองเป็นสิ่งชั่วร้ายก็จะเป็นปัญหาได้
“เราต้องเคารพเสียงข้างน้อยด้วย อย่าไปทำลายเขา ต้องเก็บเขาไว้ เพราะวันหนึ่งเสียงข้างน้อยอาจกลับมาเป็นเสียงที่ถูกต้องก็ได้ เราต้องยอมรับตรงนี้”
ขณะนี้สังคมมันเปลี่ยนแล้ว มันไม่ได้สู้ด้วยอาวุธปืน มันสู้กันด้วยเศรษฐกิจ มันเอาชนะกันด้วยยุทธวิธีทางการเมือง คือการครอบงำทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมด้วยซ้ำ คนที่เข้ามาดูแลบ้านเมืองจึงต้องการทักษะทางการเมืองการปกครอง รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งก็ต้องยอมรับอีกว่าถ้าเป็นทหารอาชีพมาตลอดคงไม่ถนัด
ประสบการณ์ตรงจากการทำงานด้านสิทธิของ นพ.นิรันดร์ ฉายภาพกรณีการละเมิดที่รุนแรงที่สุดในประเทศไทย เขาบอกว่า กรณีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โรงไฟฟ้าแม่เมาะ และเขื่อนปากมูล คือ 3 กรณีที่มีการต่อสู้มาร่วม 30 ปี มีชาวบ้านเสียชีวิตและติดคุกจำนวนมาก และบางกรณียังเกิดปัญหาจนถึงขณะนี้
“อย่างแม่เมาะขณะนี้ก็ยังมีปัญหากับชาวบ้านในพื้นที่ เพียงแต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยโฆษณาว่ามันเป็นถ่านหินสะอาด ซึ่งความจริงถ่านหินที่อยู่ที่นั่นกองเป็นภูเขา แล้วเวลาติดไฟก็เกิดเป็นควันคลุมหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านก็ป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ”
“...หรือเหมืองทองคำคุณได้ค่าภาคหลวงปีหนึ่งร้อยล้าน แต่ถามว่าต่างชาติฟันกลับไปประเทศกี่พันล้าน แล้วชาวบ้านป่วยมันคุ้มกับค่าภาคหลวงหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่มีคนรับผิดชอบเลย เพราะฉะนั้นเราต้องคิดถึงทุนทางสังคมที่ต้องเสียไป หรือพูดง่ายๆ คือชีวิตคนเจ็บป่วย ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย นี่คือสิ่งที่สูญเสีย”
สำหรับสาเหตุที่การพัฒนามักมีการละเมิดสิทธิอยู่เสมอ นพ.นิรันดร์ หยิบยกบทสรุปจากหนังสือเรื่องราคาของความเหลื่อมล้ำ : The Price of Inequality ผลึกคิดของ โจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ว่าระบบทุนในกระแสโลกาภิวัตน์ว่าเป็นระบบที่มุ่งแต่ทำลายคน เพราะนายทุนต้องการแสวงหาผลกำไรโดยมองว่าทรัพยากรที่ดิน ป่า รวมทั้งลุ่มน้ำ เป็นสินค้าที่สามารถซื้อได้







