
อุทยานราชภักดิ์ ปมร้อนเขย่า คสช.
เป็นเสมือนระเบิดเวลาลูกใหญ่ของ คสช. ที่จะต้องหาทางจัดการไม่ให้ปัญหาลุกลาม
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลายไปจนคุมไม่อยู่ “กองทัพบก” จำเป็นต้องรีบออกมาตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการตั้งคณะกรรมการสอบโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ พร้อมขีดเส้นให้รู้ผลภายใน 1 สัปดาห์
สัญญาณจาก วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ผ่านถ้อยแถลงชัดเจนว่า เรื่องนี้มีปัญหาจาก “ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน” จนอาจส่งผลต่อ “ภาพลักษณ์องค์กร” โดยเฉพาะกับพวกข้อมูลที่ยังไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์ที่สมบูรณ์อย่างเป็นทางการจากผู้ปฏิบัติ
“แม้ว่าจะเป็นโครงการที่ไม่ได้ใช้งบประมาณของแผ่นดินก็ตาม แต่เพื่อให้เกิดความมั่นใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง กองทัพบกจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ เพื่อทำการตรวจสอบการดำเนินโครงการอุทยานราชภักดิ์ในทุกด้านอย่างเร่งด่วนแล้ว”
ก่อนจะยืนยันชัดเจนว่าการดำเนินการจะอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่จะต้องไม่มีการบิดเบือน หากพบว่ามีกำลังพลไปการดำเนินการใดๆ ที่ดูไม่เหมาะสม กองทัพบกจะมีการดำเนินการไปตามระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน
ต้องยอมรับว่าเงื่อนงำความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นกำลังกัดกร่อนความน่าเชื่อถือของ “กองทัพ” ที่หากยังไม่รีบสกัดย่อมลุกลามมาถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถมจะพานกระทบไปถึงสิ่งที่พยายามทำมาทั้งหมดต้องเสียหาย
เมื่อเรื่องนี้ปรากฏเงื่อนงำเกี่ยวกับ “หัวคิว” ในขั้นตอนการหล่อ ซึ่งในภาวะปกติหากจะเป็นปัญหาก็คงจะไม่ส่งผลรุนแรงเท่านี้
แต่ทั้งด้วยลักษณะ และวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อเทิดทูนบูรพกษัตริย์ไทยในอดีต รวมทั้งบรรยากาศบ้านเมืองที่อยู่ในช่วงรณรงค์ปลุกจิตสำนึกต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ พร้อมชี้ให้เห็นพิษภัยของสิ่งที่อดีตนักการเมืองทำลายระบบจนเป็นปัญหาหมักหมมอยู่ทุกวันนี้
ดังนั้น การที่กองทัพและ คสช. ต้องมาเกี่ยวพันกับข้อครหาเรื่องนี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของคนที่ขันอาสาเข้ามากอบกู้วิกฤตที่ผ่านมา
ไม่แปลกที่บิ๊ก คสช.ทั้งหลายจะรีบตบเท้าออกมารีบลดกระแส ทั้งให้รอข้อมูลจากการสอบสวนอย่างเป็นทางการ หรือ พยายาม “ตัดตอน” ให้เป็นเรื่องของตัวบุคคล ไม่เกี่ยวกับองค์กร
“การก่อสร้างดังกล่าวต้องการเชิดชูสถาบันเป็นหลักของประเทศ ส่วนที่มีทหารบางรายมีชื่อเกี่ยวข้องต้องแยกแยะว่าเป็นเรื่องของบุคคลหรือองค์กร หลายโครงการที่เป็นโครงการที่ดีแต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ากระบวนการบางอย่างไม่เหมาะสม ใครที่ทำให้เกิดความเสียหายก็ต้องถูกลงโทษ กรณีนี้ขอให้แยกเจตนาให้ชัด” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ระบุ
สอดรับกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่ระบุว่า “ขอยืนยันว่า จะไม่มีการปกป้อง ผมคงไม่เอาชื่อเสียงของผมไปปกป้องใคร ทุกอย่างต้องทำตามกฎหมาย ทุกคนเท่าเทียมกันหมดที่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบวินัย ไม่เช่นนั้นกองทัพอยู่ไม่ได้”
ไม่แปลกที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะออกมาขยี้แผลนี้ว่ากระทบต่อความมั่นคงทางความรู้สึกของประชาชนที่ศรัทธาต่อสถาบันกษัตริย์ และเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รีบออกมาชี้แจง
แม้ก่อนหน้านี้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม อดีต ผบ.ทบ. และประธานมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ จะพยายามออกตัวว่าทุกอย่างชี้แจงได้ และเคลียร์ประเด็นเรื่อง “หัวคิว” ว่าเงินเหล่านั้นถูกนำไป “บริจาค” เรียบร้อยแล้ว
แต่เรื่องนี้ย่อมไม่จบลงง่ายๆ เมื่อความผิดสำเร็จ การจะอ้างว่าคืนเงิน หรือนำไปบริจาคแล้วย่อมไม่อาจลบล้างความผิด และย่อมเป็นประเด็นให้ถูกนำมาขยายผลต่อไป
ล่าสุด พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์เรื่องโครงการอุทยานราชภักดิ์ รีบออกมารับลูก การตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยตอกย้ำว่าปรากฏข้อเท็จจริงเปิดเผยต่อสาธารณชน ว่า มีการทุจริตและแสวงหาประโยชน์ในหลายขั้นตอน
ดังนั้นจึงเรียกร้องให้นายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ให้ดำเนินการอย่างเปิดเผย โปร่งใส และประกาศให้สาธารณะทราบอย่างเร่งด่วน
ทางแก้อยู่ที่ กองทัพและ คสช.จะต้องเร่งเคลียร์ทุกประเด็น ทั้งเรื่อง “เซียนพระ” ที่เป็นคนไปไล่เก็บหัวคิวจากโรงหล่อ หรือ กรณี ผู้การโจ้ พ.อ.คชาชาต บุญดี ยังไม่รวมกับบุคคลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งจะต้องชี้แจงต่อสังคมให้กระจ่าง หรือหากมีความผิดจริงก็ต้องติดตามตัวมาลงโทษ
ทั้งหมดเพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นเหมือนที่ผ่านๆ มามักจะถูกมองว่าเล่นงานแต่พวกอื่นปกป้องพวกเดียวกัน จนทำให้เรื่องทุจริตที่พยายามเอาจริงเอาจังกลายเป็นการลูบหน้าปะจมูก
ยิ่งเรื่องนี้สังคมกำลังจับตาหากปล่อยให้สุดท้ายกลายเป็นมวยล้มต้มคนดูหรือพยายามทำให้เรื่องเงียบหายไป สุดท้ายก็จะย้อนกลับมาสร้างปัญหาในอนาคต
นี่จึงเป็นเสมือนระเบิดเวลาลูกใหญ่ของ คสช. ที่จะต้องหาทางจัดการไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกระทบทำให้ทุกอย่างที่ทำมาต้องเสียของไปในที่สุด







