
เครือข่ายอีสานบุกยึดที่ดินบสท.กว่า 5พันไร่
สภาเครือข่ายประชาชนอีสาน บุกยึดที่ดิน บสท.พรึ่บ 200 จุดทั่วภาคอีสาน รวมกว่า 50,000 ไร่ อ้างควบคุมพื้นที่ไม่ให้ถูกขายทอดตลาดให้นายทุน
สภาเครือข่ายประชาชนอีสาน บุกยึดที่ดิน บสท.พรึ่บ 200 จุดทั่วภาคอีสาน รวมกว่า 50,000 ไร่ อ้างควบคุมพื้นที่ไม่ให้ถูกขายทอดตลาดให้นายทุน
สมาชิกสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) ในนามสภาประชาชน 4 ภาค ซึ่งอ้างว่าเป็นกลุ่มประชาชนที่เดือดร้อนจากปัญหาไม่มีที่ดินทำกิน จากจังหวัดต่างๆทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวนประมาณ 50 คน ได้เข้าแผ้วถางพื้นที่ป่าจำนวน 120 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ( บสท.) ภายในหมู่บ้านสีมากุล อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา เพื่อครอบครองขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวในการใช้เป็นที่อยู่อาศัย โดยอ้างว่าเป็นการควบคุมที่ดินดังกล่าวไม่ให้ถูกบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย นำไปขายทอดตลาดให้กับกลุ่มนายทุน
นอกจากนี้ยังอ้างว่าเพื่อให้เป็นสิ่งรับประกันว่าประชาชนที่ประสบปัญหากรณีไม่มีที่ดินทำกินจะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาล หลังจากที่ผ่านมารัฐบาลดำเนินการขับเคลื่อนการช่วยเหลือเพียงบางส่วนและการดำเนินการยังล่าช้าจนทำให้กลุ่มสมาชิกเครือข่ายประชาชนอีสานส่วนหนึ่ง ต้องไปบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อสร้างที่ดินทำกินและถูกจับดำเนินคดีจำนวนมาก
โดยในการบุกเข้าครอบครองที่ดิน บสท.ในครั้งนี้ ทางสภาเครือข่ายประชาชน 4 ภาค ได้เริ่มต้นเข้าครอบครองพื้นที่พร้อมกันใน 19 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 200 จุด เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2553 ที่ผ่านมา และครอบครองพื้นที่ให้มาอยู่ในความดูแลแล้วกว่า 50,000ไร่ เฉพาะในส่วนของจังหวัดนครราชสีมา ได้ทำการครอบครองตั้งหมู่บ้าน ฟื้นฟูที่ดินเพื่อทำการเกษตรแล้ว 11 จุด ใน 6 อำเภอ รวมเนื้อที่ประมาณ 5,000 ไร่
นายประภาส โงกสูงเนิน ประธานสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน และประธานสภาประชาชน 4 ภาค กล่าวว่า การเข้าครอบครองที่ดินของ บสท.ในครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการเข้ายึดครองแบบไม่มีเหตุผล เนื่องจากทางสมาชิกสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน ต้องการที่จะเข้าควบคุมพื้นที่ดังกล่าวไว้ เพื่อไม่ให้ บสท. ดำเนินการขายทอดตลาดไปยังกลุ่มนายทุนในราคาถูก โดยที่ไม่สนใจให้ความช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนกับปัญหาที่ดินทำกิน ซึ่งออกมาเคลื่อนไหวของความช่วยเหลือจากรัฐบาลมายาวนาน
อย่างไรก็ตามยังไม่ได้รับการตอบสนองที่เป็นรูปธรรม ทำให้ที่ผ่านมาต้องมีสมาชิกบางกลุ่มจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เข้าบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ หาที่ทำกินจนถูกจับดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก ขณะที่การรับปากให้การช่วยเหลือจัดสรรที่ดินทำกินจากรัฐบาลก็ได้รับพิจารณาให้ความช่วยเหลือเพียง 1,400 คน
ทั้งที่มีผู้ประสบปัญหานี้ทั่วภาคอีสานกว่า 86,000 ราย อีกทั้งการดำเนินการให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลก็ล่าช้าไม่มีกำหนดที่ชัดเจน ขณะที่ประชาชนต้องอยู่อย่างแร้นแค้นขัดสนไม่มีที่อยู่อาศัยทำมาหากินไม่ได้ เดือดร้อนหนักเห็นได้จาก การที่สมาชิกสภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย(สศ.ปท.)เกือบ 300 คน ที่เดินทางไปชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล เร่งรัดโอนหนี้สินเข้ากองทุนฟื้นฟู และพัฒนาเกษตร ก็ถือเป็นอีกเครือข่ายภาคประชาชนหนึ่งที่มีสมาชิกของ สภาประชาชน 4 ภาคที่ประสบปัญหารวมอยู่ด้วย
ดังนั้นกลุ่มสภาเครือข่ายประชาชน จึงจำเป็นต้องเข้าครอบครองพื้นที่ บสท.ซึ่งถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่รัฐบาลน่าจะยื่นมือเข้ามาแทรกแซงและให้การช่วยเหลือประชาชนผู้เดือดร้อนได้ ทั้งนี้ยืนยันว่าการเข้ามาครอบครองในครั้งในไม่ได้เข้ามาเพื่อขอให้รัฐบาลช่วยเหลือแบบให้เปล่า แต่อยากจะต่อรองกับรัฐบาล โดยขอให้กระทรวงการคลังช่วยจัดงบประมาณเข้ามาชำระหนี้ที่ดินทั้งหมดที่ทางกลุ่มสภาเครือข่ายประชาชนอีสานเข้าครอบครอง ให้กับทาง บสท. และเปลี่ยนสถานะตัวเองมาเป็นเจ้าหนี้ให้กับประชาชนที่เข้าถือครองที่ดิน เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ผ่อนชำระในราคาที่พอจะเป็นไปได้ และทาง บสท.ต้องจำหน่ายที่ดินให้รัฐบาลในราคาที่ไม่สูงกว่าความเป็นจริง เพื่อไม่ให้ประชาชนที่เข้ามาถือครองพื้นที่ต้องรับภาระมากจนเกินไป และจะช่วยให้ประชาชนมีที่ดินทำกินหาเลี้ยงตัวเอง ครอบครัวและใช้หนี้สินที่มีอยู่ให้หมดไป นายประภาสกล่าวฯ
นางสำรวย ศิริเนาว์ ชาว จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาประชาชนอีสาน ที่ต้องประสบกับปัญหาไม่มีที่ดินทำกินมาตลอดชีวิต กล่าวว่า ตนเองไม่เคยมีที่ดินทำกินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว และไม่เคยได้รับมรดกตกทอดมาจนบรรพบุรุษ เพราะบรรพบุรุษเองก็ไม่เคยมีที่ดินทำกิน มีอาชีพรับจ้างทั่วไปหาเลี้ยงครอบครัวไปวันๆ และมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้จ่าย จนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมานับแสนบาทมาประทังชีวิตตนเองและครอบครัว
โดยไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปขอความช่วยเหลือจากใคร เมื่อเห็นช่องทางที่สภาเครือข่ายประชาชนอีสานได้รวมกลุ่มกัน เรียกร้องขอที่ดินทำกินกับทางรัฐบาล จึงตัดสินใจเข้าร่วมด้วยหวังว่าความฝันที่จะมีที่ดินทำกินเป็นของตนเองจะกลายเป็นจริงขึ้นมา และยืนยันว่าหากมีที่ดินทำกินแล้วจะรักษาไปตลอดชีวิตจนชั่วลูกชั่วหลาน ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลเร่งให้การช่วยเหลือเป็นการด่วน
ทางด้านนางจุไรรัตน์ ปันยารชุน กรรมการผู้จัดการ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมีรายงานว่าทางผู้นำกลุ่ม สภาประชาชน 4 ภาค อาจจะมีความเข้าใจผิด และคิดว่าที่ดินที่เข้าบุกไปครอบครองนั้น เป็นที่ดินของรัฐบาล แต่ความจริงแล้วที่ดินส่วนดังกล่าวเป็นที่ดินซึ่งได้มาจากการปรับโครงสร้างหนี้ ตั้งแต่ช่วงที่เกิดปัญหาต้มยำกุ้ง และมีสถาบันการเงินหลายแห่งเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบหนี้ของที่ดินจำนวนนี้ และมาถึงวันนี้ทาง บสท.จำเป็นต้องขายทอดตลาดเพื่อนำเงินที่ได้มาจัดสรรให้กับสถาบันการเงินต่างๆ
ดังนั้นที่ดินส่วนนี้จึงไม่ใช้เป็นที่ดินของรัฐบาล ถึงแม้ว่า ทาง บสท.จะเป็นหน่วยงานของรัฐฯก็ตาม และรัฐบาลเองก็ยังไม่ได้มีการชื้อขายที่ดินส่วนนี้กับทาง บสท.แต่อย่างใด ซึ่งเมื่อมีความเข้าใจคาดเคลื่อน ก็อาจจะมีการสื่อสารผิดให้กับกลุ่มประชาชน จนทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ดังนั้นทาง บสท.จึงได้มีหนังสือขอความร่วมมือไปยังทางผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ผู้นำท้องถิ่น ทุกจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้เข้าทำความเข้าใจกับกลุ่มประชาชนถึงข้อเท็จจริง และชี้แจงว่าสิ่งที่ประชาชนกำลังกระทำอยู่ ถือเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา ในข้อหาบุกรุก
หากยังคงฝ่าฝืนโดยไม่สนใจคำเตือนทาง บสท.จำเป็นที่จะต้องฟ้องร้องดำเนินคดีทางกฎหมาย โดยทาง บสท.ได้ให้โอกาสประชาชนที่เข้าบุกรุกพื้นที่ ออกจารกพื้นที่ภายใน 15 วัน และจะไม่มีการติดใจเอาความ แต่หากยังฝ่าฝืนจะดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ทาง บสท. ได้รับรายงานว่า มีการบุกรุกพื้นที่ บสท.แล้วจำนวน 5 จังหวัดประกอบด้วย นครราชสีมา , สุรินทร์ มุกดาหาร อุดรธานี และขอนแก่น รวมพื้นที่ประมาณ 2,900 ไร่ และทาง บสท.ได้ลงบันทึกประจำวันแจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อแกนนำกลุ่มที่เข้าบุกรุกพื้นที่ไว้แล้วทั้งหมด







