posttoday
ยึดรักบี้โมเดล บูรณาการบน-ล่าง ลดความเหลื่อมล้ำระบบสุขภาพ

ยึดรักบี้โมเดล บูรณาการบน-ล่าง ลดความเหลื่อมล้ำระบบสุขภาพ

15 พฤศจิกายน 2558

ข้อถกเถียงของวงการสาธารณสุข เรื่อง 3 กองทุนสุขภาพ ระหว่างกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กองทุนประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ เป็นอีกเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงในการหาทาง “ลดความเหลื่อมล้ำ” ของแต่ละสิทธิ แต่จนแล้วจนรอดก็มีแต่ข้อเสนอ ยังไม่มีการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เป็นจริง

ข้อถกเถียงของวงการสาธารณสุข เรื่อง 3 กองทุนสุขภาพ ระหว่างกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กองทุนประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ เป็นอีกเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงในการหาทาง “ลดความเหลื่อมล้ำ” ของแต่ละสิทธิ แต่จนแล้วจนรอดก็มีแต่ข้อเสนอ ยังไม่มีการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เป็นจริง

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.โสภณ เมฆธน ให้ความเห็นว่า การมี 3 กองทุนสุขภาพ เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว เพราะจะทำให้สามารถเปรียบเทียบได้ว่า แต่ละกองทุนมีสิทธิแตกต่างกันอย่างไร แต่ที่ต้องคุยกันและหาทางออกให้ได้ คือ จะทำอย่างไร ให้ “เบสิก” หรือพื้นฐานของทั้ง 3 กองทุน ต้องเท่าเทียมกันหมด

“พอเท่าเทียม ก็จะเห็นว่า หากกลุ่มนี้จ่ายเงิน ก็ต้องได้อะไรออนท็อป มากกว่าเบสิกที่เป็นขั้นพื้นฐาน คือพื้นฐาน เราอาจจะเปรียบเหมือนปัจจัย 4 ที่ทุกคนต้องมี แต่พอไปถึงการจ่ายเงินเพิ่ม ก็เหมือนกับการนั่งเครื่องบิน Business Class อาจจะจ่ายมากกว่า แต่ก็ถึงจุดหมายเหมือนกัน ไม่ได้ถึงก่อน แล้วเครื่องก็เครื่องลำเดียวกัน ถึงก็ถึงพร้อมกัน แต่เขาจ่ายแพงกว่า อาจจะได้ความสะดวกสบายมากกว่าเท่านั้น”นพ.โสภณ ระบุ

สำหรับแนวคิดการ “ร่วมจ่าย” ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น นพ.โสภณ บอกว่า ทางออกก็ต้องดูที่ยอดเงินว่าพอหรือไม่ และหากไม่พอ จะเอาแหล่งเงินที่ไหนมาช่วยให้ได้บริการที่ดี มีมาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับกันได้

“บางคนอาจจะร่วมจ่ายไม่ไหว เพราะฉะนั้นหลักการสำคัญคือเบสิกต้องได้เท่ากัน ส่วนเบสิกควรจะอยู่ตรงไหนก็ควรจะพิจารณาว่าหลักวิชาว่าอย่างไร ความคิดเห็นว่าอย่างไร แล้วเงินพอไหม 3 ข้อนี้ต้องไปด้วยกันทั้งหมด ซึ่งก็ต้องพูดด้วยหลักฐาน ผมคิดว่าในหัวข้อการปฏิรูประบบการเงินการคลัง ที่จะอยู่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) น่าจะคุยกันเรื่องนี้ด้วย” นพ.โสภณ เสนอแนะ

อีกภารกิจสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้มอบหมายให้หัวหน้าส่วนราชการต้องทำ ก็คือ เป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปด้านต่างๆ โดยในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก็ได้รับกรอบให้ปฏิรูประบบบริการ ระบบการเงินการคลัง และระบบส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรคภัยไข้เจ็บใหม่ๆ

นพ.โสภณ บอกว่า ขณะนี้มีกรอบจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รวมถึง สปท. คร่าวๆ อยู่แล้ว และ สธ.ก็คงเดินไปตามนั้น มากกว่าที่จะเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แต่ในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติ ก็อาจต้องเสนอความเห็นเพิ่มเติมว่ายังขาดเหลืออะไรบ้าง

หนึ่งในแผนของ สปท.ก็คือการตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพระดับชาติ (National Health Authority) โดยบูรณาการการตัดสินใจนโยบายสาธารณสุขทั้งหมด ให้อยู่ภายใต้คณะกรรมการชุดนี้ โดยอาจให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และให้ รมว.สาธารณสุข เป็นกรรมการ และให้ปลัด สธ.เป็นผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการและเลขาธิการ

“ผมคิดว่าเรื่องนี้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จะช่วยฟังความเห็น ความต้องการ จากทุกภาคส่วน แล้วก็ดูความเห็นอื่นๆ ทั้งภาคประชาชน หรือกลุ่มอื่นๆ นอกภาคสาธารณสุข ขณะที่บอร์ดสุขภาพระดับชาติ จะกำหนดในเชิงนโยบายทั้งหมด

“ผมยังเชื่อเรื่องรักบี้โมเดล มันแหลมหัวแหลมท้าย ต้องบูรณาการข้างบนกับบูรณาการชุมชน แต่ตรงกลางมีความเชี่ยวชาญของเขา แต่ยังไงตรงกลางก็ต้องป่องออก และก็ต้องแหลมหัวแหลมท้าย ถ้าข้างบนไม่เป็นเอกภาพ กับชุมชนไม่บูรณาการ มันก็เละ”

เขายืนยันว่า บอร์ดสุขภาพระดับชาติ จะไม่ใช่การรวบอำนาจ แต่ถือเป็นการตัดสินใจแบบบูรณาการมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ทิศทางด้านสุขภาพของประเทศเดินไปในทางเดียวกันมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี สำหรับความฝันของ นพ.โสภณ ในฐานะปลัดกระทรวง คือ การสร้างความรู้ด้านสุขภาพให้คนไทยได้เรียนรู้ที่จะป้องกันดูแลตัวเองในเบื้องต้น และส่งต่อไปยังชุมชนรอบข้าง

คุณหมอโสภณ บอกว่า ระบบการสร้างความรู้ในชุมชน ซึ่งเริ่มต้นเมื่อ 37 ปีที่แล้ว อาทิ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) น่าจะเป็นจุดสำคัญในการเริ่มต้นให้คนมีความรู้เรื่องสุขภาพ

“จุดเริ่มต้นของ อสม.ก็คิดว่าสัก 10 ครัวเรือนต้องมีสักคนที่รู้ แล้วเป็นศูนย์รวมในการปรึกษาหารือเรื่องสุขภาพได้ ทีนี้เราก็ต่อยอดจน อสม.เป็นคนเอกซเรย์ให้คำแนะนำด้านสาธารณสุข อยู่ที่จะแตกกิ่งก้านอย่างไร

ผมกำลังคิดว่าจะต้องมีอาสาสมัครประจำครอบครัว เข้าไปในครัวเรือน เพื่อเพิ่มการรู้เท่าทันในด้านสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในบ้านที่มีผู้สูงอายุ ก็ให้เอาลูกสาวเขามาอบรมว่าควรจะดูแลอย่างไร หรือหากที่บ้านมีคนป่วยไตวายเรื้อรัง จะล้างไตช่องท้องอย่างไร”

ภาพฝันที่ว่าของ นพ.โสภณ ก็คือ หากปัจจุบันมี อสม. 1 ล้านคน และแตกหน่อจาก อสม.เป็นอาสาสมัครครอบครัวก็จะมีคนรู้วิธีในการดูแลสุขภาพมากถึง 4 ล้านคนทั่วประเทศ

“ตอนนี้การสร้างเน็ตเวิร์กเป็นเรื่องสำคัญ สำคัญกว่า Information ซึ่งถ้าเราสามารถพัฒนาระบบนี้ขึ้นมา ผมเชื่อว่าในชนบทเราจะดูแลได้ แต่ถ้าเป็นเขตเมืองอาจจะใช้เทคโนโลยีช่วย ก็ต้องคิด เดินหน้าต่อ เช่น หมอประจำครอบครัว จะใช้ไลน์ เฟซบุ๊กยังไง เพราะเรื่องความลับด้านสุขภาพยังมีอยู่

“เพราะคนอื่นจะรู้ว่าเราเป็นโรคอะไร แต่ผมเชื่อว่าก็ต้องไปทางเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น ในเขตเมืองเคยมีตัวอย่างสามีเป็นอัมพาตก็ให้ภรรยาช่วยดูแลผ่านทางเฟซไทม์ได้” ปลัด สธ.กล่าว

ปลัดโสภณ ยังบอกอีกว่า สธ.ในยุคของเขา จะเน้นเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ-ป้องกันโรคมากขึ้น จากเดิมที่กระทรวงอาจจะเน้นในเชิงรักษาอย่างเดียว แต่ทิศทางการป้องกันโรคใน 5 กลุ่มวัย จะต้องชัดและจะต้องออกแรง เช่น คนวัยทำงาน ทำอย่างไรจะป้องกันโรคติดต่อเรื้อรังได้ หรือผู้สูงอายุจะทำอย่างไรให้มีสุขภาพแข็งแรง ดูแลตัวเองได้ โดยมีชุมชนเป็นตัวสนับสนุน

สำหรับแนวคิดการควบคุมโรงพยาบาลเอกชนที่ตกค้างมาจาก รมว.สธ.คนก่อนนั้น นพ.โสภณ บอกว่า ไม่ได้เลิกทำ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สธ.คนปัจจุบันยังให้ติดตามแนวทางที่ผ่านมา ก่อนจะไปประกาศอะไรเพิ่มเติม และให้ยึดหลักการสำคัญว่า ประชาชนต้องรู้ว่าถ้ารักษาโรคต่างๆ จะมีอัตราค่าบริการเท่าไร เพื่อเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ ไม่ใช่ประชาชนไม่มีข้อมูล แล้วโดนชาร์จในราคาแพง

“ตอนนี้เว็บไซต์ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ก็จะบอกว่า ผ่าอันนี้ราคาเท่านี้ แล้วมีรายละเอียด ห้องพิเศษ เจาะอะไรเท่าไร ก็ต้องเอาไว้ให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้ ส่วนเจ็บป่วยฉุกเฉิน ฟรีทุกสิทธิ ก็ยังทำกันอยู่ แต่ยังติดอยู่เรื่องราคา ว่าจะจ่ายเท่าไร พอครบ 72 ชม.แล้วจะอย่างไรต่อ นอกจากนี้เรื่องอาการเจ็บป่วยว่าแบบไหนฉุกเฉินสีแดงก็เป็นเรื่องที่ยังต้องหารือกันต่อไป” นพ.โสภณ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท