
ขุดหลุมดักรายย่อย ปูทางสู่ ‘หวยออนไลน์’
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
การเตรียมปรับเงื่อนไขในโครงการสั่งซื้อ-สั่งจองสลากล่วงหน้าของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งอยู่ในช่วงของมาตรการแก้ปัญหาสลากเกินราคาระยะที่ 2 จากเดิมที่เปิดให้สามารถสั่งซื้อ-สั่งจองสลากล่วงหน้าได้คนละไม่เกิน 15 เล่ม จะให้ลดลงเหลือ 10 เล่ม โดยจะประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 พ.ย.นี้ เพื่อให้มีผลในการซื้อสลากงวดวันที่ 1 ธ.ค. 2558 และการจองซื้อสลากล่วงหน้าในงวดวันที่ 17 ธ.ค. 2558 และจะปรับวันสั่งซื้อ-สั่งจองสลากล่วงหน้า จากเดิมให้ได้รับสลากก่อน 5 วัน เหลือเพียง 3 วันเท่านั้น เริ่มในวันที่ 3 ธ.ค.เป็นต้นไป เพื่อให้เหลือวันในการรวมเล่ม จัดชุดของพวกที่ตั้งโต๊ะออกมากว้านซื้อสลากได้น้อยลงนั้น สะท้อนว่ามาตรการกระจายสลากให้รายย่อยยังมีจุดอ่อนในหลายเรื่อง
จุดอ่อนที่เห็นได้ชัด คือ เป็นความหวังดีเปิดทางให้ผู้ที่ไม่มีอาชีพจำหน่ายสลากจริงๆ ได้เข้าถึงสลาก สุดท้ายคนเหล่านี้ก็เอาสลากกลับไปขายยกเล่มให้ยี่ปี๊ว ซาปั๊ว เป็นการสนับสนุนให้มีการขายเกินราคา 80 บาทต่อไป ส่งผลไปถึงการรวมชุดขายในราคาแพงเนื่องจากเงินรางวัล 3 ล้านบาท/ฉบับ หรือคู่ละ 6 ล้านบาท หากถูกหลายๆ ใบก็มีผลล่อใจให้คนอยากได้เงินรางวัลหลายสิบล้านตามที่เป็นข่าวเสนอหน้าหนึ่งกันทุกงวด
จากการสำรวจตลาดสลาก พบว่า ราคาสลากทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑลไปจนถึงต่างจังหวัดทั่วประเทศ ยังมีการเล็ดลอดขายสลากเกินราคา 80 บาท ซึ่งวงจรการค้าสลากแม้จะทลายผู้ค้ารายใหญ่ด้วยการตัดโควตานิติบุคคลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสาธารณประโยชน์ทิ้ง เริ่มตั้งแต่งวดวันที่ 17 ธ.ค. 2558 เป็นจำนวนกว่า 2,500 ราย คิดเป็นโควตา 7.9 ล้านฉบับ รวมทั้งเตรียมไม่ต่อสัญญาโควตาสลากของ 4 สมาคม มูลนิธิ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นที่จับตากันมาก คือ โควตาของมูลนิธิสำนักงานสลากฯ เริ่มในงวดวันที่ 30 ธ.ค. 2558 นี้ มีจำนวน 2 ล้านฉบับคู่ หมายความว่าจะมีโควตาจากนิติบุคคล สมาคม มูลนิธิ ที่ถูกยกเลิกร่วม 10 ล้านฉบับ และถูกโยกมาเป็นโควตาไว้จัดสรรกระจายให้รายย่อยในโครงการสั่งซื้อ-สั่งจองสลากล่วงหน้า
ทำให้ในปีหน้าโควตาสลากจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ผู้ค้ารายย่อยทั้งในและต่างจังหวัด ทั้งที่มีโควตาเองและผู้ที่รับสลากผ่านการจัดสรรของผู้ว่าราชการจังหวัดและคลังจังหวัด กับโควตาของสมาคม มูลนิธิ ที่ทำประโยชน์เพื่อสังคมและมีลูกข่ายในการรับสลากไปขายจริง ส่วนนี้จะมีโควตาทั้งหมดราว 28 ล้านฉบับ ขณะที่โควตาอยู่ในโครงการสั่งซื้อ-สั่งจองสลากล่วงหน้า ที่เปิดให้ผู้ค้าประชาชนมาลงทะเบียนสามารถซื้อสลากไปจำหน่ายได้ไม่เกิน 15 เล่ม/ราย ส่วนนี้จะมีโควตาเพิ่มเป็น 22 ล้านฉบับ เริ่มในงวดวันที่ 17 ม.ค. 2559 นี้เป็นต้น
ผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดว่ามีประชาชนซื้อสลากประมาณ 22 ล้านคน และประมาณการว่ามีผู้จำหน่ายสลากในประเทศไทยกว่า 1.38 แสนราย แยกเป็นบุคคลทั่วไป คนพิการ สมาคม องค์กร มูลนิธิ 9.25 หมื่นราย คิดเป็นโควตาสลากกว่า 27 ล้านฉบับ ขณะที่มีผู้จองซื้อสลาก 4.59 หมื่นราย คิดเป็นโควตาสลาก 22.9 ล้านฉบับ
ประเด็นที่น่าสนใจ คือ สลากที่พิมพ์อยู่ในปัจจุบันเพียงพอกับความต้องการซื้อของประชาชนหรือไม่ หรือเป็นเพราะสลากมีไม่พอกับความต้องการ จึงทำให้เจ้ามือ ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ยอมทุ่มทุนกว้านซื้อสลากจากรายย่อย จึงไม่สามารถหยุดวงจรขายสลากเกินราคาได้แบบราบคาบ
ส่วนมาตรการที่ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ออกตามจับผู้ค้าสลากรายย่อย สุดท้ายอาจกลายเป็นมาตรการ “ขี่ช้างไล่จับตั๊กแตน” หรือไม่ เพราะเอาเข้าจริงผู้ค้ารายย่อยที่ติดป้ายราคา 80 บาท ก็จะขายตามราคาเฉพาะเลขไม่สวย ถ้าเป็นสลากเลขสวย หรือสลากที่จัดชุดจะขายกันในราคา 90 บาท โดยยังอ้างว่ารับสลากมาแพง และในบางพื้นที่ ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว คือ ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ที่สำคัญถ้าต่อไปหมดยุค คสช.แล้ว มาตรการตรวจจับปรับเข้มข้นแบบนี้ ก็คงจะหมดความขลังไปด้วย
ประเด็นนี้ทำให้น่าจับตาว่า ถ้ามาตรการระยะที่ 2 หากยังไม่เห็นผล เพราะเจอยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ป่วนตลาดด้วยการกว้านซื้อสลากจากรายย่อยไปขายรวมชุดในราคาเกินกว่าที่กำหนด แบบจับเท่าไรก็ไม่หมดเช่นนี้ อาจจะกลายเป็นเข้าทางสำนักงานสลากฯ ให้ได้งัดไม้ตายมาตรการระยะที่ 3 ออกมาใช้ในช่วงปี 2559 นี้ ซึ่งต้องดูกันต่อว่ารัฐบาลจะกล้าออกสลากออนไลน์หรือไม่
หากดูจากปริมาณที่รายย่อยจองซื้อสลากที่เพิ่มขึ้นทุกงวด สำนักงานสลากฯ อาจต้องพิมพ์สลากออกมาขาย หากต้องพิมพ์กันถึง 200 ล้านฉบับ เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ
จำนวนยอดจองสลากมหาศาลขนาดนี้ รัฐบาลคงไม่ต้องกลัวว่าคนไทยจะบ้าหวย เพราะจำนวนบอกความนิยมว่าเกินจากคำว่างมงายที่จะเล่นการพนัน และรัฐมอมเมาประชาชนแล้ว ในมุมกลับกันหากมีการขายสลากออนไลน์ รัฐบาลจะยังสามารถหารายได้จากการเก็บภาษีการพนันเข้าระบบ เพื่อชดเชยรายได้ที่หดหายไปได้อีกเป็นหลายพันล้านบาทต่อปีอีกด้วย







