
เสนอชื่อนายกฯก่อนเลือกตั้งยังไม่ตกผลึก
“มีชัย”โต้พรรคการเมืองยันเสนอชื่อนายกฯก่อนเลือกตั้งแค่เพียงแนวคิดยังไม่ตกผลึก เปรยอาจหั่นอาจสว.เรื่องถอดถอน
“มีชัย”โต้พรรคการเมืองยันเสนอชื่อนายกฯก่อนเลือกตั้งแค่เพียงแนวคิดยังไม่ตกผลึก เปรยอาจหั่นอาจสว.เรื่องถอดถอน
นายยมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวระหว่างการประชุมกรธ.ถึงเสียงวิจารณ์จากพรรคการเมือง ต่อการกำหนดแนวทางให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 5 คน ก่อนการเลือกตั้ง ว่า กรธ.สรุปเสียงไม่เห็นด้วย ได้ทั้งหมด 5 ข้อ คือ 1. วิตถาร ส่วนตัวไม่เข้าใจว่า วิตถารตรงไหน การให้ประชาชนรู้รายชื่อนายกฯล่วงหน้าวิตถารอย่างไร จึงไม่รู้จะชี้แจงอะไร
นายมีชัย กล่าวว่า 2. เปิดช่องให้มีคนนอก ก็เหมือนกล่าวหาว่า กรธ.จะไปกำหนดว่า จะให้มีนายกฯคนนอกหรือคนใน ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ใช่ กรธ.ต้องการเพียงให้พรรคการเมืองประกาศรายชื่อนายกฯก่อนเท่านั้น การเสนอรายชื่อนายกฯ จึงขึ้นอยู่กับมติของพรรค ที่จะเป็นผู้กำหนดด่านแรก และด่านที่สอง คือ สส.ทั้งหมดในสภา จะเป็นคนลงมติเลือก
“คำถาม คือ หากพรรคการเมืองไม่ชอบคนนอก แล้วจะมีเหตุอะไรที่พรรคจะเสนอชื่อคนนอก ไม่ชอบคนนอกก็ไม่ต้องเสนอ อีกทั้งด่านแรกที่เปิดให้เสนอก็ยังไม่มีใครได้เป็นสส. เพราะเพิ่งจะเริ่มรณรงค์เลือกตั้ง หรือหากมีพรรคไหนเสนอชื่อคนนอกนอก สส.ในสภาที่มีอำนาจลงมติ ก็ไม่ต้องไปเอา ถ้าพรรคการเมืองและสส. 500 คน ไว้ใจไม่ได้ แล้วเราจะพึ่งใครได้” นายมีชัยกล่าว
3.ขัดเจตนารมย์ประชาชน ก็ไม่ทราบว่าขัดอย่างไร ทั้งที่ประชาชนเห็นรายชื่อนายกฯตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง กลับกันหากเป็นระบบเดิม พรรคจะเสนอใครก็ได้ที่อยู่ในสภา ก็ไม่รู้ก่อนเลยว่าสส.จะเลือกใคร 4.ไม่ยึดโยงกับประชาชน แต่ส่วนตัวเห็นว่า ยึดโยงที่สุด มันจะทำให้เห็นว่า ประชาชนจะเอาใครเป็นนายกฯ ส่วนพรรคจะเสนอคนเดียว ไม่ถึง 5 คน ก็ได้ แต่หากเกิดง่อยเปลี้ยเสียขึ้นมา เวลาจะโหวตก็ต้องไปหยิบชื่อของพรรคอื่นมาแทน
และ5.ก้าวก่ายพรรคการเมือง กรธ.ยืนยันว่า ไม่ได้ก้าวก่ายหรือบังคับ พรรคการเมืองมีอำนาจเสนอชื่อนายกฯกันเองก่อนเลือกตั้ง แล้วมาเลือกกันในสภา แต่หากก้าวก่ายในหมายความว่า เป็นการกำหนดกรอบ เพื่อไม่ให้พรรคไปหยิบชื่อใครที่คนไม่รู้จักมาก็ได้ ก็ต้องอย่าลืมว่านี่คือประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิรับรู้ก่อนได้ ดังนั้น ข้อวิจารณ์ที่ผ่านมา กรธ.ยังไม่เห็นเหตุผลที่แท้จริง เพราะทั้งหมดเข้าใจยาก ที่ฟังมาก็ยังไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไรจะขอลองฟังดูอีกสัก 2-3 วั
จากนั้นจึงเปิดให้สื่อมวลชนซักถาม ในประเด็นการเสนอ 5 รายชื่อนายกฯของแต่ละพรรค จะต้องเรียงลำดับหรือไม่ นายมีชัย ระบุว่า กรธ.กำลังหารืออยู่ ยังไม่มีข้อยุติว่า จะให้เรียงลำดับ หรือเปิดให้เลือกกันเองได้ แต่เบื้องต้นมองว่า ไม่จำเป็นต้องจัดลำดับ เนื่องจากการเรียงลำดับ มีข้อดี คือ ประชาชนจะรู้ว่า รายชื่อนายกฯแต่ละคนจะอยู่ในลำดับใด แต่ข้อจำกัด คือ หากเป็นรัฐบาลผสมแล้ว อาจทำให้ถึงตันได้ ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลเกิดไม่เอาชื่อตามลำดับนั้น
ส่วนการตั้งรัฐบาลแล้วรายชื่อนายกฯจากพรรคใดบ้างที่จะมาใช้เสนอให้สส. เลือก นายมีชัย กล่าวว่า เฉพาะของพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งก่อนจะมีการเลือก พวกเขาก็จะเจราจากันแล้ว ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่า พรรคที่คะแนนมากสุดจะได้นายกฯ หรือ พรรคที่มีคะแนนน้อยที่สุดจะได้นายกฯ แต่ทั้งนี้ กรธ. ก็จะกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำว่า พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่จะสามารถนำรายชื่อนายกฯมาเสนอให้สภาเลือกได้ จะต้องมีสส. ในสภาอย่างน้อย 5% หรือ 25 คน เพื่อแก้ข้อห่วงกังวลว่า อาจมีผู้ไปตั้งพรรคการเมืองขนาดเล็กขึ้นมา หวังให้ได้ สส. ซัก 1 คน เพื่อร่วมรัฐบาล แล้วมีอำนาจเสนอชื่อนายกฯให้สภาโหวต
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า การเสนอรายชื่อนายกฯจะให้ซ้ำกันหรือไม่ มีชัย กล่าวว่า เบื้องต้นจะไม่ให้ซ้ำกัน ส่วนรายชื่อที่เสนอนั้นจะเป็นสมาชิกพรรคหรือไม่ก็แล้วแต่พรรคการเมือง จะไม่เข้าไปยุ่งมากจนเกินเหตุ กรธ.เพียง 21 คน จะไปสร้างข้อผูกมัดไม่ได้ แต่จะเขียนให้กว้าง แล้วให้พรรคไปกำหนดเอง หากไม่ชอบ พรรคก็แก้กันเองได้ จะได้ไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่า จะป้องกันการฮั้วกันของพรรคขนาดใหญ่ขนาดกลางก่อนการเลือกตั้งอย่างไร นายมีชัย กล่าวว่า ระบบไหนก็มีโอกาสเกิดขึ้น ไม่มีอะไรห้าม เป็นพันธมิตรกันก็เรื่องของเขา แต่เชื่อว่า การยอมที่นั่งกันในสภาจะเกิดขึ้นได้ยากกว่าเดิม ส่วนการเป็นพันธมิตรกันทางการเมืองกันเป็นเรื่องปกติ อะไรไม่เป็นอันตรายก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ
“ส่วนที่มองว่าเป็นการเอื้อให้ทหารจัดตั้งรัฐบาล ผมมองว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้น มันมีกรอบป้องกันเป็นชั้นๆแล้ว การจะทำให้เป็นอย่างนั้น ก็ต้องรู้ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง อย่างน้อยที่สุดประชาชนจะรู้ล่วงหน้า” นายมีชัยกล่าว
เมื่อถามถึง รูปแบบการถอดถอน นายมีชัย กล่าวว่า ความเป็นไปได้ที่จะใช้สว.ถออดถอนเหมือนเดิมคงยาก เพราะพรรคการเมืองมีโอกาสครอบงำสว. ได้มาก จึงคิดว่า จะไม่ให้อำนาจสว.ถอดถอน ส่วน ป.ป.ช. ที่มีอำนาจสอบสวนทำสำนวนอยู่แล้ว ก็คงไม่สามารถให้อำนาจถอดถอนได้ มิเช่นนั้น ป.ป.ช. ก็จะเป็นคนทำเองทุกกระบวนการ จึงกำลังหาอยู่ว่า จะใช้กลไกอะไรได้บ้าง ที่ไม่ใช่การลงคะแนนถอดถอนโดยสว. ส่วนจะไปศาลหรือไม่ก็กำลังมองอยู่ และโทษก็คือ พ้นจากตำแหน่งไปเลย ไม่ใช่หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหมือนคดีอาญา แต่ต้องคำนึงถึงความหนักเบาของโทษที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ส่วนจะตัดสิทธิตลอดชีวติหรือไม่ก็กำลังคิดอยู่
เมื่อถามว่า ถ้าสว.ไม่มีอำนาจถอดถอนจะมาจากการสรรหาทั้งหมดหรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า ยังไม่ได้คิด แต่อยากทำให้แน่ใจว่าที่มาของสว. จะต้องไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของนักการเมือง ขณะเดียวกันก็ต้องมีความยึดโยงกับประชาชนพอสมควรด้วย เพราะยังต้องทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ส่วนจะเป็นการเลือกตั้งตามสาขาวิชาชีพหรือไม่กรธ.ก็ยังไม่ตลกผลึกในเรื่องนี้







