
ประมงไทยเจาะตลาดใหม่แทนยุโรป
เว็บไซต์ข่าวนิวยุโรป ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ประมงของไทย ภายหลังสหภาพยุโรป (อียู) ประกาศให้ใบเหลืองการทำประมงไทยตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จากการละเลยของเจ้าหน้าที่ไทยในการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) จนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการประมงไทย ซึ่งมีมูลค่าส่งออกถึงปีละ 2 แสนล้านบาท ว่ามีแนวโน้มที่ประเทศไทยกำลังมองหาตลาดอื่นๆ เพื่อทดแทนตลาดในอียู
เว็บไซต์ข่าวนิวยุโรป ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ประมงของไทย ภายหลังสหภาพยุโรป (อียู) ประกาศให้ใบเหลืองการทำประมงไทยตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จากการละเลยของเจ้าหน้าที่ไทยในการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) จนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการประมงไทย ซึ่งมีมูลค่าส่งออกถึงปีละ 2 แสนล้านบาท ว่ามีแนวโน้มที่ประเทศไทยกำลังมองหาตลาดอื่นๆ เพื่อทดแทนตลาดในอียู
สำนักข่าวจากยุโรปรายนี้ ยกกรณีที่รัฐบาลไทยยอมรับถึงภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาอย่างหนักในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ลดลง 5% คิดรวมเป็นมูลค่าที่ลดลงกว่า 1.61 แสนล้านบาท ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องเรียกประชุมบรรดาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของภาคเอกชนหลายรายในประเทศ เพื่อมองหาตลาดส่งออกใหม่ๆ เช่น กัมพูชา ลาว และอิหร่าน ทว่ากลับไม่มีการพูดถึงการเจาะตลาดอียูเพิ่ม
ทั้งนี้ หากพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอียูในช่วงที่ผ่านมา จะพบการถอยหลังลงในหลายด้าน โดยปฏิกิริยาทั้งจากระดับผู้บริโภคและคณะกรรมาธิการอียู (อีซี) ที่แสดงออกต่อเหตุการณ์รัฐประหารในไทยปี 2014 รวมทั้งการทำประมงผิดกฎหมาย
(ไอยูยู) ส่งผลให้การส่งออกไปภูมิภาคยุโรปลดลง และอียูได้ประกาศให้ใบเหลืองแก่ไทยตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ประชาชนขาดความมั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาล และสถาบันการเงิน ในการขอสินเชื่อเพื่อใช้จ่าย ส่งผลให้ยอดขายธุรกิจยานยนต์ลดลงราว 33%
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการอียูให้เวลารัฐบาล 6 เดือน ในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และการกดขี่แรงงาน ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงบังคับใช้กฎหมายกวาดล้างเรือประมงที่ไม่มีใบอนุญาตกว่า 1,000 ลำ และบังคับให้เรือประมงไทยหยุดการทำประมงนอกเขตน่านน้ำไทยทันที ซึ่งคณะกรรมาธิการอียูจะออกมาชี้แจงให้ทราบถึงมาตรการการจะดำเนินกลยุทธ์ทางการค้าต่อสินค้าประมงของไทยต่อไปอย่างไรในเดือน ธ.ค.นี้
นอกจากเรื่องการทำประมงที่ผิดกฎหมายแล้ว อียูยังแสดงความกังวลต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย โดยอียูได้ออกมากดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เพื่อให้ไทยจัดการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย และป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองโดยทหารอีก นอกจากนี้อียูยังมีแนวโน้มที่จะ
คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อไทย หากไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นตามที่กำหนด
ดังนั้น อาจเป็นไปได้ว่า การที่รัฐบาลและภาคธุรกิจของไทยมุ่งแสวงหาตลาดในมาเลเซีย กัมพูชาและอิหร่าน สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไทยมองว่าอาจมีแนวโน้มที่อุตสาหกรรมประมงไทยจะได้ใบแดงจากอียู จึงเร่งหาตลาดใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่หดตัว
เคอร์ติส จิน ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจากเว็บไซต์ข่าวต่างประเทศ ซีเอ็นบีซี ระบุว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ของไทยยังอ่อนแอ เนื่องจากโครงสร้างที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน เช่น ค่าแรงที่สูงกว่าแรงงานในประเทศอื่นๆ อุปทานแรงงานที่มีไม่มากพอ และไม่มีกฎหมายควบคุมด้านสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังไม่มีความสามารถที่จะดึงดูดเอฟดีไอได้ จนกว่าจะเกิดการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากนักลงทุนมีความเคลือบแคลงในปัญหาการคอร์รัปชั่น และการแบ่งชนชั้นทางการเมือง
ดังนั้น รัฐบาลไทยจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการทางกฎหมาย อีกทั้ง การคอร์รัปชั่นยังเป็นปัญหาหลักในการทำการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งประเทศไทยยังคงอยู่ในวังวนปัญหาทางการเมือง ซึ่งยังไม่มีการอธิบาย หรือแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างชัดเจน







