posttoday
เสรีภาพเพื่อตัวเองและเพื่อเพื่อนมนุษย์

เสรีภาพเพื่อตัวเองและเพื่อเพื่อนมนุษย์

13 พฤศจิกายน 2558

ผมมาลองคิดดู อะไรคือเป้าหมายของชีวิต อุดมการณ์ประชาธิปไตยพอจะเป็นเป้าหมายได้หรือไม่ ซึ่งก็มีสามข้อคือ เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ

โดย...โคทม อารียา

ผมมาลองคิดดู อะไรคือเป้าหมายของชีวิต อุดมการณ์ประชาธิปไตยพอจะเป็นเป้าหมายได้หรือไม่ ซึ่งก็มีสามข้อคือ เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ มีคำกล่าวว่า เสรีภาพย่อมมีขอบเขต อย่างน้อยก็ไม่ไปละเมิดเสรีภาพของผู้อื่น คือเราควรเคารพผู้อื่น ผู้อื่นควรใช้เสรีภาพได้เช่นเดียวกับเรา ส่วนเสมอภาคคงหมายถึงความเสมอภาคในโอกาส มากกว่าจะหมายความว่าเท่ากันทุกอย่าง เพียงแต่เราต้องเห็นผู้อื่นเป็นคน และปฏิบัติต่อเขาเยี่ยงนั้น เยี่ยงที่เราอยากให้เขาปฏิบัติต่อเรานั่นแหละ

แต่ในชีวิตจริง ย่อมมีผู้เอาเปรียบ ผู้กดขี่ และมีผู้ถูกรังแกต่างๆ นานา เราต้องอยู่เคียงข้างพวกหลัง มิใช่พวกแรก เราต้องรู้สึกเหมือนเป็นพี่น้องกับเขา ช่วยเหลือเขา ระวังมิให้พวกแรกเบียดเบียนเขา แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมให้โอกาสแก่พวกแรกที่จะเปลี่ยนใจ ไม่เอาผู้อื่นมารับใช้เจตจำนงของตนเป็นสำคัญ

ถ้าจะย่นย่ออุดมการณ์สามข้อให้กะทัดรัดขึ้น ก็อาจจะกล่าวได้ว่า เรามีอุดมการณ์ปัจเจกนิยม เพื่อเสรีภาพของตัวเอง (แต่ละคน) และมีอุดมการณ์เสรีนิยม เพื่อให้ทุกคนมีเสรีภาพ อีกทั้งมีอุดมการณ์สังคมนิยม คือมีความเอื้ออาทร สนับสนุนให้มีระบบสวัสดิการ และการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่ก็เน้นให้แต่ละคนมีความเพียรและพึ่งตนเองก่อนจะคอยพึ่งผู้อื่น เมื่อร้อยเรียงอุดมการณ์ให้ย่นย่อก็อาจจะได้ว่าเป้าหมายของเราคือการมุ่งไปสู่ “เสรีภาพเพื่อตัวเองและเพื่อเพื่อนมนุษย์”

มีเป้าหมายก็ดีแล้ว แต่โจทย์สำคัญคือว่าทำอย่างไร มีวิธีการอะไร จึงจะทำเป้าหมายให้เป็นจริง สำหรับผู้คนจำนวนมากที่สุดได้เป้าหมายที่เป็นนามธรรมก็ดีอยู่ แต่ดูเหมือนว่ามันจะถอยห่างไปเรื่อยๆ เมื่อเราพยายามจะเข้าไปใกล้มัน เราจึงคิดจะกำหนดจุดหมายอันเป็นรูปธรรมมากขึ้น กลายเป็นว่าจุดหมายเป็นวิธีการหนึ่งในระหว่างที่เราขยับเข้าหาเป้าหมาย เพราะมีจุดสิ้นสุดที่ไปให้ถึงได้ชัดเจนขึ้น เช่น การเลิกทาสเป็นจุดหมายหนึ่งของเสรีภาพถ้วนหน้า

กระนั้นก็ตาม พอเราคิดว่าไปถึงจุดหมายแล้ว จุดหมายกลับถอยห่างออกไปได้อีกเช่นกัน คือมีโจทย์ใหม่ๆ เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ชีวิตของเรามีจำกัด ไม่มีทางใดเลยที่เราจะไปให้ถึงเป้าหมายที่เล็งไว้ก่อนที่เราจะตายไป เราไม่รู้ว่าอีกสักกี่ปีกว่าอำนาจนิยมจะถดถอย จนคนส่วนใหญ่จะมั่นคงในการเลือกประชาธิปไตย

เอาเถอะ แม้จะมีเป้าหมายเป็นเข็มทิศ แต่ทางเดินย่อมมีขวากหนาม เราจึงต้องเลือกจุดหมายที่พอไปได้ ไม่ทวนทิศของเข็มทิศ จากนั้นก็กระทำการในส่วนที่เราสามารถทำได้ในแต่ละช่วงเวลา มีคำพังเพยที่กล่าวว่า “จงทำสิ่งที่ต้องทำ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด” กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ หากเพียงคนทุกคนทำสิ่งที่ต้องทำ โดยเลือกแล้วซึ่งวิธีการที่เราคิดว่าแยบยล ผลของการกระทำก็ถือว่าเป็นบวกแล้ว ดีกว่าการยอมจำนนแล้วไม่ทำอะไรเลย

ในการเดินทางสู่เป้าหมาย ย่อมมีจุดหมายเป็นระยะๆ และมีวิธีการสู่จุดหมายที่ต้องตัดสินใจเลือก เพราะทำทุกอย่างไม่ได้ หรือได้ไม่ดี ต่อไปนี้จะขอเสนอตัวอย่างเรื่องเป้าหมายกับวิธีการที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ผมกำลังอ่านหนังสือชื่อ “เรียวมะ ซามูไรผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ตีพิมพ์โดยมูลนิธิหนังสือเพื่อสังคม เรียวมะ (ค.ศ. 1836-1867) เป็นซามูไรชั้นล่างซึ่งถูกดูถูกโดยซามูไรผู้มีชาติตระกูล ส่วนซามูไรทั้งหมดก็รีดไถแรงงานจากชาวนา ญี่ปุ่นในตอนนั้นมีจักรพรรดิเป็นประมุขในนาม ซึ่งเริ่มต้นราชวงศ์ที่เมืองนารา เมื่อปี ค.ศ. 710 ส่วนอำนาจทั้งหมดตกอยู่กับโชกุน

โดยในระยะหลังโชกุนตระกูลโทกุงาวะได้ครองอำนาจเบ็ดเสร็จ (1600-1868) และพาญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคปิดประเทศจนถึงปี ค.ศ. 1853 จนเมื่อสหรัฐอเมริกาได้นำเรือรบภายใต้การบัญชาการของแม็ททิว เพอร์รี มาบีบบังคับให้ต้องเปิดประเทศและทำการค้ากับสหรัฐ และกับประเทศตะวันตก ญี่ปุ่นในตอนนั้นปกครองในระบอบศักดินา โดยแบ่งประเทศออกเป็น 260 แคว้น หรือ “ฮัน” แต่ละแคว้นปกครองโดยเจ้าที่ดินซึ่งมีชื่อโดยตำแหน่งว่าไดเมียว

อุดมการณ์ของเรียวมะคือความเสมอภาค เขากล่าวว่า “ไม่มีคนคนใดดีกว่าหรือเลวกว่าคนอื่นเพียงเพราะวงศ์ตระกูล นั่นรวมถึงไดเมียว ซามูไร ชาวนาและพ่อค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนาซึ่งหยาดเหงื่อของพวกเขาเลี้ยงชีพซามูไรมาร้อยๆ ปี” เพื่อนของเขาถามแย้งว่า “ท่านคงจะบอกว่าชาวนาสำคัญต่อญี่ปุ่นยิ่งกว่าจักรพรรดิเองหรือ” เขาตอบว่า “อาจจะ แต่ทั้งหมดที่ข้ากำลังพูดคือ ไม่มีใครดีกว่าคนอื่นเพียงเพราะชาติกำเนิด นั่นคือทั้งหมดของประชาธิปไตยอเมริกัน... เราต้องสร้างประชาธิปไตยขึ้นในญี่ปุ่น”

จากเป้าหมายข้อนี้ เรียวมะวางจุดหมายเบื้องต้นว่าจะล้มล้างบากุฝุหรือการปกครองแบบทหารของโชกุน วิธีการเริ่มต้นคือหนีออกจากฮันไปเป็นซามูไรผิดกฎหมายหรือโรนิน แล้วจะไปลอบฆ่าขุนนางคนหนึ่งของโชกุน แต่เขาก็เปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการเมื่อขุนนางคนแรกที่ไปพบคือปราชญ์คนหนึ่งแห่งยุคสมัย ซึ่งเขามอบตัวเป็นศิษย์ และรับมอบภารกิจสร้างโรงเรียนการเดินเรือ โดยมีจุดหมายคือการเรียนรู้และพัฒนาอาวุธแบบตะวันตก แม้จุดหมายของเขาคือการทำลายระบบศักดินา (ฮัน)

แต่วิธีการของเขาคือการจูงใจให้ไดเมียวที่ผิดใจกับโชกุนให้ยุติสงครามระหว่างกัน โดยเห็นแก่การสร้างชาติให้เข้มแข็งและการต่อต้านโชกุน แม้จุดมุ่งหมายของเขาคือการทำลายบากุฝุของโชกุน แต่วิธีการของเขาไม่ใช่การบดขยี้ แต่อาศัยการบีบบังคับด้วยกำลังทหารจากหลายฮันแล้วเปิดทางออกทางการทูตให้โชกุนยินยอมถวายคืนราชอำนาจแก่จักรพรรดิ แม้จุดหมายของเขาคือการทำลายระบบศักดินา แต่วิธีการยังคงเสนอให้มีช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งสภาของไดเมียวคือผู้มีอำนาจ แต่รัฐบาลแห่งชาติที่ตั้งขึ้น ก็ยอมปลดปล่อยพันธนาการของพ่อค้าและชาวนา เพื่อให้ทุกคนเข้าร่วมการสร้างชาติอย่างรีบเร่งให้ทันท่วงทีที่จะทัดทานภัยคุกคามต่อญี่ปุ่น

สามัญชนคนหนึ่งได้ช่วยให้ชาติเขาพ้นภัยจากสงครามกลางเมือง และการรุกรานจากภายนอก ด้วยเขามีวิสัยทัศน์ มีเป้าหมายที่มั่นคง มีจุดหมายที่เปลี่ยนไปตามการคลี่คลายของสถานการณ์ และมีวิธีการที่ใครๆ ก็คาดไม่ถึง แต่อธิบายได้ว่าสอดคล้องกับจุดหมายอย่างได้ผล ที่สำคัญคือ เขามีใจที่เด็ดเดี่ยว ยอมเสี่ยงภัยตนเอง และเสนอให้ใช้สันติวิธีแทนการรบพุ่งด้วยกำลัง

ประเทศไทยกำลังต้องการสามัญชนเช่นเรียวมะ ผู้มีเป้าหมายเพื่อประชาธิปไตย เพื่อเสรีภาพของตัวเองและผู้อื่น และสามารถคิดนอกกรอบได้อย่างเปิดกว้างและมีประสิทธิผล

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์