
จีนหันหาการคลัง กระตุ้นเศรษฐกิจ "นิวนอร์มอล"
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
จีนงัดนโยบายทางการเงินอย่างการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาใช้แล้วถึง 6 ครั้งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2014 แต่แนวโน้มที่จะกอบกู้เศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตมากกว่า 7% ตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้สำหรับปี 2015 นี้ได้กลับยังไม่เห็นวี่แววแม้แต่น้อย
ในไตรมาสแรกและไตรมาส 2 เศรษฐกิจจีนขยายตัว 7% ได้ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้สำหรับปี 2015 นี้ แต่ในไตรมาส 3 กลับร่วงลงมาที่ 6.9% ซึ่งหมายความว่าในไตรมาส 4 ที่เหลืออยู่ของปีนี้เศรษฐกิจจีนจะต้องขยายตัวมากกว่า 7% เพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ทางการจีนวางเอาไว้ที่ 7%
ในขณะที่ตัวเลขช่วงต้นไตรมาส 4 ที่เปิดเผยมาแล้ว ก็ยังไม่เห็นแววต่อเศรษฐกิจในไตรมาสที่เหลืออยู่ โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.6% ในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กลับปรับลดจากเดือน ก.ย. ที่อยู่ที่ 5.7% และคาดการณ์ที่ 5.8%
ด้านการลงทุนในสินทรัพย์ เช่น เครื่องจักร ที่ดิน อาคาร เทคโนโลยี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กลับเป็นการขยายตัวต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000
การส่งออกของจีนเดือน ต.ค. ปรับตัวลงแรง 6.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3% ด้านการนำเข้าก็ลดลงเช่นเดียวกันมากถึง 18.8% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแรงซื้อในประเทศจีนปรับตัวลดลงอย่างมาก
นอกจากนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ที่บ่งบอกถึงอัตราเงินเฟ้อก็ปรับขึ้นเพียงแค่ 1.3% ในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปรับลงจากเดือน ก.ย.ที่ 1.6% และจากคาดการณ์ที่ 1.5%
อัตราเงินเฟ้อต่ำยังกระทบต่อภาคเอกชนอีกด้วย เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงคำนวณจากอัตราดอกเบี้ยหักลบกับอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้นยิ่งอัตราเงินเฟ้อน้อยมากเท่าไร อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสำหรับภาคเอกชนก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (พีพีไอ) ปรับตัวลง 5.9% เมื่อเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นการปรับลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 44
จากผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของบลูมเบิร์ก คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนไตรมาส 4 จะโตอยู่ที่ 6.9% เทียบเท่ากับไตรมาสก่อน และจะทำให้เศรษฐกิจจีนโตต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1990 เลยทีเดียว
สภาพเศรษฐกิจจีนในปัจจุบันคงหวังให้โตแรงมากกว่า 10% เหมือนช่วงในอดีตอีกไม่ได้แล้ว และจากแผนการ 5 ปี ของจีน ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มจะโตได้เพียงประมาณ 6.5% หรือที่เรียกภาวะ “นิวนอร์มอล” นั่นเอง
สาเหตุหนึ่งที่เศรษฐกิจจีนอยู่ในภาวะดังกล่าว เป็นผลมาจากการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาการผลิตและการส่งออก ไปเป็นการบริโภคและภาคการบริการภายในประเทศแทน และภาคค้าปลีกของจีนเอง
ก็ไปได้สวยซึ่งสวนทางกับการผลิต ก็เป็นหลักฐานชิ้นดีว่าจากนี้ไปจะเป็น “ความหวังใหม่” ของจีน
ยอดขายภาคค้าปลีกปรับตัวขึ้น 11% ในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และปรับขึ้นจากเดือน ก.ย.ที่อยู่ที่ 10.9% แสดงให้เห็นถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เริ่มโดดเด่นสวนทางกับภาคการผลิตของจีน และยังสอดคล้องกับเป้าหมายของจีนในการหันไปพึ่งพาผู้บริโภคอีกด้วย
ในขณะเดียวกันยอดขายของ “วันคนโสด” ของจีนเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมาเอง ยอดขายรวมของอาลีบาบา อี-คอมเมิร์ซเจ้าใหญ่ของจีนอยู่ที่ 1.43 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.13 แสนล้านบาท) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 60% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่อยู่ที่ 9,300 ล้านเหรียญสหรัฐ
และเพื่อที่จะตอบรับการเติบโตของเป้าหมายจีนเอง จีนจึงต้องหันไปสนับสนุนภาคการบริโภคและการค้าปลีกแทน โดยมาตรการที่จะใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปนี้ จะไม่ใช่การใช้นโยบายทางการเงินแล้ว แต่เป็นนโยบายทางการคลัง
ด้าน นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีน บอกใบ้ผ่านไชน่าเดลี หนังสือพิมพ์ของจีน ว่า เศรษฐกิจจีนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและจีนจะออก “มาตรการใหม่ๆ” เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การปรับลดภาษีสำหรับธุรกิจ
จีนยังคงมีช่องทางให้กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายทางการคลังได้อยู่ เนื่องจากจีนมีงบประมาณขาดดุลน้อยกว่าประเทศอื่นๆ นั่นเอง โดยอยู่ที่ 2.1% ของขนาดเศรษฐกิจ เมื่อปี 2014 เมื่อเทียบกับ 7.7% ของญี่ปุ่น และ 2.8% ของสหรัฐ
ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา การใช้จ่ายภาครัฐของจีนปรับตัวขึ้น 36.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 1.35 ล้านล้านหยวน (ราว 7.61 ล้านล้านบาท) ในขณะที่รายรับของรัฐบาลจีนปรับขึ้น 8.7% เป็น 1.44 ล้านล้านหยวน
สำหรับช่วง 10 เดือนแรกของปี การใช้จ่ายภาครัฐของจีนเพิ่มขึ้น 18.1% สอดคล้องกับรายงานของมอร์แกนสแตนลีย์ เปิดเผยรายงานว่า ที่เศรษฐกิจจีนในไตรมาส 3 สามารถโตได้ถึง 6.9% แม้ตัวเลขในหลายภาคส่วนจะขยายตัวไม่ถึง 6.9% เลย เป็นผลมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนั่นเอง
“รัฐบาลกลางใช้การผ่อนคลายทางการคลังเป็นตัวนำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ” รายงานดังกล่าว ระบุ
นอกจากนี้ จากข้อมูลเทรดดิ้งอี-โคโนมิกส์ เว็บไซต์ให้บริการข้อมูลเศรษฐกิจ หากไม่นับรวมภาคครัวเรือนและเอกชน ปริมาณหนี้ของรัฐบาลจีนยังอยู่ที่ 41.06% ต่อขนาดเศรษฐกิจเมื่อปี 2014 ซึ่งอยู่อันดับที่ 20 ของภูมิภาคเอเชีย น้อยกว่าประเทศไทยที่ 45.70% ต่อขนาดเศรษฐกิจและน้อยกว่าญี่ปุ่นที่รัฐบาลเป็นหนี้มากที่สุดของโลกที่ 230%
ในขณะเดียวกันจีนก็ใช้นโยบายทางการเงินควบคู่ไปกับนโยบายทางการคลังด้วย เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงไปมากระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจนี้ โดยจากรายงานนโยบายการเงินของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ระบุว่า พีบีโอซีจะยังคงนโยบายทางการเงินต่อไป และจะใช้นโยบายดังกล่าวเพื่อรองรับการเปลี่ยนภาคเศรษฐกิจไปสู่ภาวะนิวนอร์มอลดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการทางการคลังของจีนจำเป็นต้องระวังอย่างยิ่ง โดยรัฐมนตรีคลังของจีนได้ออกมาเตือนแล้วว่า ฐานะการคลังจีนจะเริ่มประสบปัญหาในอีก 2 เดือนข้างหน้า จากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงกระทบและการปรับลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่ถ้าแลกกับการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจได้อย่างราบรื่นและผลักดันให้ภาคเอกชน ค้าปลีก และผู้บริโภคสามารถเป็นตัวนำเศรษฐกิจได้ เศรษฐกิจจีนจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนโดยไม่จำเป็นต้องโตแรงอีกต่อไป
เรียกได้ว่ามาตรการทางการคลังจะเป็นตัวละครสำคัญสำหรับเศรษฐกิจจีนในยุค “นิวนอร์มอล” เลยทีเดียว







