
พท.จี้นายกฯสางทุจริตโครงการอุทยานราชภักดิ์
เพื่อไทย โหน “อุทยานราชภักดิ์” บี้ตรวจทุจริต ให้รัฐร้องทุกข์กล่าวโทษ ชี้เป็นคดีอาญา “ภูมิธรรม” บี้ “วิษณุ” ลุยสอบข้อ กม. เย้ยหาก ป.ป.ช.นิ่งเฉยส่อโดนครหาเลือกปฏิบัติ
เพื่อไทย โหน “อุทยานราชภักดิ์” บี้ตรวจทุจริต ให้รัฐร้องทุกข์กล่าวโทษ ชี้เป็นคดีอาญา “ภูมิธรรม” บี้ “วิษณุ” ลุยสอบข้อ กม. เย้ยหาก ป.ป.ช.นิ่งเฉยส่อโดนครหาเลือกปฏิบัติ
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 13 พ.ย. ที่พรรคเพื่อไทย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายปลอดประสพ สุรัสวดี รักษาการรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ร่วมออกแถลงการณ์พรรคเพื่อไทยกรณีโครงการอุทยานราชภักดิ์
แถลงการณ์ ระบุว่า ตามที่ได้มีการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม พร้อมจัดสร้างอุทยานประวัติศาสตร์ภายในพื้นที่ของกองทัพบก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดทูนและประกาศเกียรติคุณพระมหาบูรพกษัตริย์ไทยใน อดีตที่ทรงสร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อประเทศชาติ และได้พระราชทานนามว่า “อุทยานราชภักดิ์” ซึ่งมีความหมายว่าอุทยานที่สร้างขึ้นด้วยความจงรักภักดีต่อสถาบันอันเป็นที่ รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ทั้งนี้ อุทยานราชภักดิ์เป็นโครงการที่มีความสำคัญยิ่งต่อความรู้สึกของประชาชนทั้ง ประเทศ ในการดำเนินโครงการจนแล้วเสร็จ ได้ปรากฏข้อเท็จจริงเปิดเผยต่อสาธารณชนว่า เกิดมีการทุจริตและแสวงหาประโยชน์ในหลายขั้นตอนของการดำเนินโครงการ
การเกิดการทุจริตในครั้งนี้นอกจากจะกระทบต่อความรู้สึกของคนไทย ยังกระทบความเชื่อมั่นในนโยบายปราบปรามการทุจริตของรัฐบาลอีกด้วย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในเรื่องดังกล่าว พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยกับท่าทีของกองทัพบกตามคำแถลงของโฆษกกองทัพบกที่แจ้ง ว่า กองทัพได้มีการสั่งการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบและหาข้อเท็จจริงใน เรื่องดังกล่าวโดยกำหนดระยะเวลา 7 วัน อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมดของ โครงการ เพราะเงินงบประมาณที่ใช้ มาจากภาษีอากรและจากการบริจาคของประชาชนชาวไทย พรรคเพื่อไทยจึงขอเรียนเสนอข้อคิดเห็นและข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลดังต่อไปนี้ 1.รัฐบาลจะต้องแถลงรายละเอียดของโครงการตั้งแต่ต้น ผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนของโครงการ ลำดับขั้นตอนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด งบประมาณในการดำเนินโครงการทั้งหมด ทั้งในส่วนที่เป็นเงินงบประมาณแผ่นดินและเงินบริจาค 2.เนื่องจากผู้รับผิดชอบในโครงการดังกล่าว ได้แถลงต่อสื่อมวลชนยอมรับว่า มีการเรียกรับผลประโยชน์จากการดำเนินโครงการ แต่อ้างว่ามีการนำเงินดังกล่าวไปบริจาคแล้ว จึงมีความชัดเจนว่าได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแล้ว
แถลงการณ์ ระบุอีกว่า 3.เนื่องจากได้ปรากฏเป็นข่าวต่อเนื่องมาโดยตลอดว่า มีข้าราชการและเอกชนเรียกรับผลประโยชน์จากโครงการดังกล่าว และรัฐบาลได้ประกาศนโยบายสำคัญ 2 ด้าน คือ ปกป้องสถาบันและปราบปรามการทุจริต รัฐบาลจึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อหาตัวผู้รับผิดชอบและผู้กระทำผิดโดย เร่งด่วน นอกจากนั้นหากเป็นการกระทำของข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ ย่อมถือว่าเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเอง หรือผู้อื่น หรือเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และ 149 การนำเงินที่ได้จากการกระทำผิดไปบริจาคเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดฐานฟอก เงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 รัฐบาลจึงต้องดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดโดยทันทีต่อไป
แถลงการณ์ ระบุต่อว่า 4.การกระทำความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ผู้รับผิดชอบโครงการนี้ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารบกและเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และขณะนี้ยังดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติอีก ด้วย จึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้รับผิดชอบโดยตรง รวมทั้งผู้บังคับบัญชาในลำดับชั้นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะต้องแสดงความชัดเจน และแถลงให้สาธารณชนได้รับทราบว่า คณะบุคคลดังกล่าวทั้งหมดจะมีส่วนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร ทั้งนี้ นอกเหนือจากกรณีที่กล่าวมาตามข้อ 1 – 4 แล้ว ปรากฏว่ามีผู้ที่เป็นข้าราชการและเอกชนที่เกี่ยวข้อง สามารถเดินทางหลบออกนอกประเทศ ทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์และข้อระแวงสงสัยต่างๆ ต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ จึงชอบที่รัฐบาลในฐานะผู้ที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวโดยตรง ควรเร่งแถลงรายละเอียดและมาตรการการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อสาธารณะโดยเร่งด่วน ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจึงเรียกร้องมายังนายกฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและประธานคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเปิดเผย โปร่งใสและประกาศให้สาธารณะได้ทราบโดยด่วน
นายภูมิธรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า ปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นเรื่องใหญ่อยู่ในขณะนี้ แต่กลับไม่มีใครร้องทุกข์กล่าวโทษ เกรงว่าเรื่องอาเงียบหายไป ทั้งนี้ ทางพรรคเพื่อไทยเห็นเป็นเรื่องสำคัญ เกี่ยวของกับความรู้สึกของประชาชนที่รักสถาบัน ที่สำคัญเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่นซึ่งเกี่ยวข้องทั้งคดีอาญา ดังนั้นรัฐบาลต้องเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ต้องให้ความสำคัญ และทำให้เกิดความโปร่งใสตามนโยบายแก้ปัญหาทุจริต
เมื่อถามว่าหากรัฐบาลไม่ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษ จะถือว่าเข้าข่ายผิด ม.157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นเรื่องทางกฎหมาย ต้องไปดูในรายละเอียดอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ควรต้องเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ทันที เมื่อถามต่อว่าทางพรรคจะไปยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้เข้ามาตรวจสอบด้วยหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องใหญ่ขนาดนี้หาก ป.ป.ช.นิ่งเฉยก็อาจจะตรงกับที่ ป.ป.ช.เคยถูกข้อครหาว่าเลือกตรวจสอบเฉพาะบางเรื่องเท่านั้น







