
เอเปก-อาเซียนซัมมิท โอกาสทองของบิ๊กตู่
เวทีการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 23 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 17-19 พ.ย.
โดย...ปริญญา ชูเลขา
เวทีการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 23 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 17-19 พ.ย. และการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 27 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย วันที่ 20-22 พ.ย.นี้ ซึ่งนับเป็นโอกาสของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อีกครั้ง ที่จะพิสูจน์ ให้นานาประเทศยอมรับประเทศไทย
วรศักดิ์ มหัทธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษาและอาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า เวทีการประชุมเอเปกและอาเซียนซัมมิท เมื่อเปรียบเทียบกับเวทีการประชุมสหประชาชาติ เมื่อครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปเยือนประเทศสหรัฐ เมื่อช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา นับว่าเป็นเวทีที่เล็กกว่ามาก
อย่างไรก็ตาม ประเทศในเวทีเอเปกและอาเซียนซัมมิทล้วนอยู่ในเอเชียทั้งนั้น ซึ่งแน่นอนกลุ่มประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้นจึงมั่นใจว่าในทั้งสองเวทีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงได้รับการยอมรับอย่างสูงจากชาติเอเชีย และคงไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้อันรุนแรงจากประเทศสหรัฐ หรือสหภาพยุโรปบนสองเวทีนี้
“เราต้องยอมรับว่าไทยกับสหรัฐและสหภาพยุโรป มีปัญหาการยอมรับกันและกันอยู่ และแม้ว่าที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จะชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างไรเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยในอดีตที่ผ่านมาต่อทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรป ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ความสัมพันธNดีขึ้นมาได้เลย ดังนั้นทางเลือกในเวทีการเมืองโลกของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงเหลือน้อยมาก” วรศักดิ์ กล่าว
วรศักดิ์ กล่าวว่า ดุลอำนาจทางการเมืองโลกขณะนี้ ต้องยอมรับว่าไทยไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ อย่างเช่น จีน รัสเซีย สหรัฐ และสหภาพยุโรป ดังนั้นการที่ไทยจะนัดหารือระดับทวิภาคีกับประเทศใหญ่ที่เป็นคู่ขัดแย้งกับสหรัฐ อย่างจีนและรัสเซียนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่าประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ จะต้องวางตัวอย่างไรให้เหมาะสมไม่เอียงข้างใดข้างหนึ่ง
อีกมุมมองหนึ่ง การหารือทวิภาคีกับประเทศใหญ่อย่างรัสเซียและจีนก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร แน่นอนย่อมถูกคว่ำบาตรจากประเทศสหรัฐและยุโรป ดังนั้นไทยจำเป็นต้องหาทางรอดให้กับตัวเอง ด้วยการเข้าหารัสเซียและจีน แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไทยเลือกข้าง อันนี้ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน เพราะในความเป็นจริง พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ
อย่างไรก็ตาม 2 เวทีการประชุมระดับโลก พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนอยู่ตรงกลาง บนขั้วความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจสหรัฐกับจีนและรัสเซีย จึงไม่ควรเลือกข้างและถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะชี้แจงสถานการณ์การเมืองไทย ซึ่งเชื่อว่าในขณะนี้ต่างประเทศเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองไทยเป็นอย่างดี
ขณะที่ “กษิต ภิรมย์” อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า สิ่งสำคัญบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องชี้แจงโรดแมป การเมืองไทยใน 20 เดือน หรือ 6-4-6-4 หรือแผนปฏิบัติการปูทางสู่การเลือกตั้งให้ชัดเจนว่าจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อนำไปสู่การจัดการเลือกตั้ง รวมถึงการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในประเทศและนำประเทศไทยกลับสู่การเป็นประชาธิปไตยอย่างไร ที่สำคัญต้องบอกถึงผลสำเร็จในการบริหารราชการแผ่นดินช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา อาทิ การปราบปรามการทุจริต หรือการจัดระเบียบสังคม ดังนั้นด้วยผลงานที่ผ่านมาจึงเชื่อมั่นว่าจะทำให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยดีขึ้น
ด้าน พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้าร่วมหารือระหว่างผู้นำเขตเศรษฐกิจกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปก โดยจะเน้นย้ำถึงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งที่มาจากภายในประเทศ การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงนโยบายรัฐบาลในการผลักดันและส่งเสริมให้ SME เป็นวาระแห่งชาติ ให้มีการพัฒนานวัตกรรมและใช้ความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล
นอกจากนี้ นายกฯ จะหารือทวิภาคีกับนายกฯ ปาปัวนิวกินี ผู้บริหารสูงสุดเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ประธานาธิบดีเม็กซิโก ประธานาธิบดีรัสเซีย และประธานาธิบดีโคลอมเบีย ด้วย โดยหลายประเทศให้ความสนใจการดำเนินงานตามของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทยด้วย
สำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน จะมีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายกรัฐมนตรีจีน นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และนายกรัฐมนตรีอินเดีย ตลอดจนเลขาธิการสหประชาชาติเข้าร่วมด้วย โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้ความสำคัญการจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายใต้แนวคิด และยืนยันความพร้อมของไทยในการเป็นประชาคมอาเซียน โดยไทยจะปฏิบัติตามแผนงานประชาคมอาเซียนทั้งสามเสา เพื่อมุ่งสู่วิสัยทัศน์อาเซียนปี 2568 และความสำคัญกับความร่วมมือกับภายนอกภูมิภาคมากขึ้น เพื่่อร่วมรับมือกับความท้าทายต่างๆ และจะเสนอให้ใช้โอกาสการรวมตัวกันของอาเซียนสร้างบทบาทที่เข้มแข็งและอำนาจต่อรองในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น
งานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะโชว์ศักยภาพได้โดดเด่นเพียงไรอีกไม่นานรู้กัน







