
วิบากกรรมข้าวเวียดนาม ผลิตล้นสต็อก ฟ้าฝนวิปริต
เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว เจืองทันฟอง ประธานสมาคมอาหารของเวียดนาม (Vietnam Food Association) คาดการณ์ว่า ราคาข้าวจะถีบตัวขึ้นมาถึง 50% เนื่องจากความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น
เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว เจืองทันฟอง ประธานสมาคมอาหารของเวียดนาม (Vietnam Food Association) คาดการณ์ว่า ราคาข้าวจะถีบตัวขึ้นมาถึง 50% เนื่องจากความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดยเฉพาะประเทศนำเข้าข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลกอย่างฟิลิปปินส์ ที่มีกำหนดการนำเข้าข้าวสูงถึง 2.05 ล้านตันในปีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้าวที่นำเข้าจากเวียดนาม
ทางการเวียดนามยังตั้งเป้าไม่ว่าจะสามารถส่งออกข้าวได้มากกว่า 6 ล้านตันในปี 2553
ดูเหมือนว่าปีนี้ ธุรกิจค้าข้าวของเวียดนามจะรุ่งโรจน์ไม่แพ้เมื่อปีที่แล้ว หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ เมื่อพิจารณาจากตัวเลขส่งออกเมื่อปีที่แล้วที่สูงถึง 5.95 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ถึง 25%
ทว่า เมื่อถึงช่วงกลางปี 2553 การคาดการณ์เมื่อปีที่แล้วกลับแตกต่างจากความจริงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างสิ้นเชิง
ช่วง 2 ไตรมาสแรกของปีนี้ ตัวเลขส่งออกข้าวของเวียดนามลดลงถึง 8.76% อีกทั้งมูลค่าส่งออกข้าวยังลดลงมาอีก 1.32% ซึ่งหมายความว่า ข้าวของเวียดนามกำลังราคาตก และหมายความว่า ข้าวที่เตรียมนำส่งออกกำลังกองพะเนินเทินทึกในโกดังหลายแห่งทั่วประเทศ
ปัจจัยของปัญหามีอยู่หลายประการ แต่ประการสำคัญนั้นมาจากการกะเก็งที่ผิดพลาด
ในฝ่ายของผู้ผลิตและส่งออกข้าวอย่างเวียดนาม เร่งผลิตข้าวและเก็บเข้าสต๊อกในปริมาณมหาศาล เพื่อตอบรับกับสัมปทานขายข้าวให้ฟิลิปปินส์
อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์จะนำข้าวเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ทว่า ในปีนี้ฟิลิปปินส์มีท่าทีอิดออดต่อการนำเข้าข้าวจากเวียดนามอย่างเห็นได้ชัดแม้จะให้สัมปทานเวียดนามไปแล้วก็ตาม
จนถึงบัดนี้เวียดนามจึงไม่สามารถส่งออกข้าวไปยังฟิลิปปินส์ได้ตามกำหนด อีกทั้งประเทศผู้นำเข้าข้าวเกรดต่ำในแอฟริกาเริ่มนำเข้าน้อยลง ยิ่งทำให้ข้าวของเวียดนาม ซึ่งเกรดต่ำกว่าข้าวไทย ค้างสต๊อกมากขึ้น
อีกปัจจัยคือ การที่คู่แข่งอย่างอินเดียและปากีสถาน ซึ่งสามารถผลิตข้าวได้มากในปีนี้ เนื่องจากฤดูมรสุมพัดพาน้ำฝนมาเร็วกว่าหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงหลายปีนั้นผลผลิตข้าวในเอเชียใต้ตกต่ำเนื่องจากภาวะแห้งแล้ง ทำให้ประเทศส่งออกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พลอยได้อานิสงส์จากราคาที่พุ่งสูงขึ้นไปตามๆ กัน
แต่ในปีนี้สถานการณ์แตกต่างอย่างสิ้นเชิง เวียดนามจึงคาดการณ์ผิดพลาดเป็นคำรบสอง และราคาข้าวเริ่มปรับลดลง
อย่างไรก็ตาม “ดูเหมือนว่า” ถึงแม้จะเกิดภาวะสุญญากาศด้านการซื้อขาย แต่มีปัจจัยหนึ่งที่อาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อราคาข้าวอย่างรุนแรง
นั่นคือภาวะแห้งแล้งอย่างหนักในประเทศผู้ปลูกข้าวรายหลักของโลก ตั้งแต่ ไทย เวียดนาม และจีน ซึ่งยืดเยื้อมายาวนานถึงกว่าครึ่งปีแล้ว
ภาวะแห้งแล้งของเวียดนามนั้นเลวร้ายพอๆ กับไทย ถึงขั้นที่อาจรุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของประเทศ อันเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่สำคัญที่สุด ได้รับผลกระทบจากวิกฤตแม่น้ำโขงแห้งไม่ต่างจากพื้นที่ตอนต้นของลำน้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำจากต้นสายที่ลดลง ทำให้กระแสน้ำเค็มจากทะเลทะลักเข้าสู่พื้นที่ปากแม่น้ำ
ประมาณการกันว่าน้ำเค็มไหลทวนเข้ามาในพื้นที่ตอนในไกลถึง 30 กิโลเมตร ทำให้เกิดภาวะดินเค็ม และพื้นที่เพาะปลูกถึง 1 แสนเฮกตาร์ ตกอยู่ในความเสี่ยง
ความทุกข์ระทมของชาวนาคือ การเพาะปลูกที่ไม่ได้ผล หรือกระทั่งเพาะปลูกไม่ได้
แต่บางคนอาจมองว่า ในความทุกข์ยังมีโอกาสที่ราคาจะพุ่งขึ้นมา เพราะปริมาณการผลิตดิ่งวูบ ขณะที่ความต้องการยังไม่มีทีท่าจะลดลง
นี่อาจเป็นความหวังเดียวของเกษตรกรในช่วงเวลาที่กำลังมืดแปดด้านเพราะราคาตกบวกกับภาวะแห้งแล้งซ้ำเติม
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเดียวกันกับที่เวียดนามกำลังประสบเหมือนกับไทยก็คือ ขณะที่ภาวะแห้งแล้งอาจดันให้ราคาข้าวพุ่งสูงขึ้น แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ชาวนาจะไม่ได้รับประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้นแต่อย่างไร
เพราะข้าวนั้นได้ถูกขายเข้าสต๊อกไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ในช่วงที่ปริมาณข้าวเริ่มล้นสต๊อก ซึ่งหมายความว่าพ่อค้าคนกลางจะรับอานิสงส์ไปเต็มๆ ไม่เพียงเท่านั้น ชาวนาจะยิ่งเฉียดใกล้กับภาวะล้มละลาย เพราะไม่อาจผลิตข้าวได้เท่ากับต้นทุนที่สูญเสียไปเพราะภัยแล้ง และต้นทุนถาวร อย่างราคาปุ๋ย และค่าขนส่ง
ในกรณีของเวียดนาม ในปีนี้ชาวนาในจังหวัดอันเกียง ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกสำคัญของประเทศ ต่างเร่งเพาะปลูกจนมีผลผลิตส่วนเกินมากเป็นประวัติการณ์ หลังจาก VinaFoodรัฐวิสาหกิจค้าข้าวของประเทศ ยืนยันกับเกษตรกรว่า ผลผลิตข้าวจากเวียดนามจะมีตลาดฟิลิปปินส์มารองรับอย่างแน่นอน
แต่แล้วการณ์กลับไม่ได้เป็นอย่างที่ VinaFood คาดการณ์ไว้ ด้วยเหตุผลดังที่ระบุไว้ข้างต้น
จะเห็นได้ว่า ถึงที่สุดชาวนาไม่ใช่ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกลไกตลาด แต่เป็นเหยื่อจากระบบตลาด หรือจะกล่าวให้ถูกต้องที่สุดก็คือ “เป็นเหยื่อจากการบิดเบือนกลไกตลาด” ดังเช่นที่ VinaFood กะเก็งเอาเองว่าฟิลิปปินส์จะกว้านซื้อข้าวจากเวียดนาม แต่แล้วก็ผิดพลาดเข้าอย่างจัง
แต่วิบากกรรมของการผลิตข้าวในเวียดนามไม่สิ้นสุดเพียงเท่านั้น
สำหรับฤดูมรสุมที่เพิ่งเริ่มต้นอย่างล่าช้า และรุนแรงจากการเข้าถล่มของพายุไต้ฝุ่นโกนเซิน ไม่เพียงไม่ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกข้าวเท่านั้น แต่ยังทำลายพื้นที่เพาะปลูกด้วยอุทกภัยรุนแรงในหลายพื้นที่มิหนำซ้ำยังสร้างความเสียหายให้กับข้าวในสต๊อกที่มีอยู่เดิม เพราะยิ่งทำให้เวียดนามขาดแคลนพื้นที่แห้งในการตากข้าวเพื่อทำลายความชื้น
ประมาณการกันว่า หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ เวียดนามต้องสูญเสียข้าวในสต๊อกกว่า 1 ล้านตัน ซึ่งเหมือนจะเป็นผลดีในการลดปริมาณข้าวในสต๊อก เพื่อดันราคาให้สูงขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นการทำลายโอกาสที่เวียดนามจะรอให้ประเทศนำเข้าพร้อมที่จะนำเข้าอีกครั้ง เพื่อปล่อยข้าวค้างสต๊อก และทำกำไรอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ปล่อยให้ข้าวเสียหายอย่างไร้ค่า
ความปั่นป่วนของสภาพอากาศ ตรงกับการประเมินของธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) เมื่อปีที่แล้ว ที่ชี้ว่าเวียดนามจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะอากาศแปรปรวนรุนแรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องเผชิญกับภาวะแล้งสุดขีด พร้อมๆ กับมรสุมรุนแรงที่เข้าถาโถมอย่างต่อเนื่อง
ADB ชี้ว่า เวียดนามเสี่ยงที่จะเผชิญกับความไร้เสถียรภาพในความมั่นคงด้านอาหาร
อนาคตของผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่เป็นอันดับสองของโลกอย่างเวียดนาม อาจวูบแสงลงง่ายๆ หากเวียดนามยังหลับหูหลับตาที่จะแย่งตลาดส่งออกจากเบอร์ 1 อย่างไทย จนไม่ได้วางแผนรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
ดังที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้







