posttoday
กฏหมายใหม่? VS มุมมองใหม่? เพื่อสิ่งแวดล้อมของเรา (ตอนที่2)

กฏหมายใหม่? VS มุมมองใหม่? เพื่อสิ่งแวดล้อมของเรา (ตอนที่2)

20 กรกฎาคม 2553

...สรชน บุญสอง

หากจะจำกันได้ ตอนที่แล้วเราคุยกันค้างไว้ถึงเรื่องการพิจารณานำกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ในปัจจุบัน มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร จากนั้นก็ได้แนะนำให้ท่านผู้อ่านรู้จักกฎหมายหลักเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมไป 2 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ซึ่งคงจะไม่ผิดนัก หากจะกล่าวว่ากฎหมายทั้งสองฉบับ ถือเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง ในขณะที่กฎหมายที่เราจะหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันต่อในวันนี้ เป็นกฎหมายที่มีส่วนช่วยคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของเราอยู่เงียบๆ ... จึงไม่น่าเป็นที่แปลกใจว่า ในอดีตที่ผ่านมา กฎหมายเหล่านี้ไม่ใคร่ได้รับความสนใจในฐานะกฎหมายสิ่งแวดล้อมเท่าใดนัก

พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 กฎหมายฉบับแรกที่ผู้เขียนจะแนะนำให้ท่านรู้จัก คือ กฎหมายโซนนิง ซึ่งหลายท่านคงเคยได้ยินกันมาเป็นประจำว่าพื้นที่นั้นเป็นโซนเขียว โซนน้ำตาล โซนม่วง โซนแดง (โดยไม่เกี่ยวกับการเมืองแต่อย่างใด) ด้วยความไม่เข้าใจอาจไพล่ทำให้คิดได้ว่า โซนเขียวน่าจะเหมาะกับการปลูกต้นไม้ โซนน้ำตาลคงแห้งแล้งน่าดู ส่วนโซนแดง ผู้เขียนคงไม่ต้องพูดถึง...

ดังนั้น คงถึงเวลาแล้วที่ต้องทำความเข้าใจว่ากฎหมายโซนนิงหรือที่ภาษาไทยเรียกว่า “กฎหมายผังเมือง” นั้นกำหนดให้รัฐสามารถกำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดินในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและดำรงรักษาเมืองในด้านต่างๆ รวมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม โดยกฎหมายผังเมืองนั้นกำหนดให้มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นสีต่างๆ ตามลักษณะของการใช้ประโยชน์ เช่น สีเขียวอ่อนใช้สำหรับที่โล่งเพื่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม สีม่วงสำหรับที่ดินประเภทอุตสาหกรรมและคลังสินค้า หรือสีน้ำตาลเพื่อการอยู่อาศัยอย่างหนาแน่น และสีแดงสำหรับพื้นที่ประเภทพาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก เป็นต้น

กฎหมายผังเมืองกำหนดห้ามมิให้มีการใช้ที่ดินเพื่อวัตถุประสงค์ที่ผิดไปจากที่กฎหมายผังเมืองกำหนดไว้ เช่น ห้ามสร้างโรงงานอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่สีเขียวอ่อน หรือห้ามมิให้ดำเนินกิจการจัดสรรที่ดิน (บ้านจัดสรร) ในเขตพื้นที่สีม่วง หากผู้ใดฝ่าฝืนย่อมมีโทษทั้งจำและปรับตามกฎหมาย

พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ในสภาวะที่กรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่เต็มไปด้วยตึกสูงเสียดฟ้าเช่นนี้ ขอให้ท่านผู้อ่านสบายใจได้ว่า ประเทศไทยของเราก็มีกฎหมายที่กำกับดูแลการออกแบบ การก่อสร้าง การใช้หรือการดัดแปลงอาคารเพื่อให้เป็นไปในลักษณะที่ปกป้องและคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยกฎหมายควบคุมอาคารได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการก่อสร้างอาคารหรือโรงงานอุตสาหกรรม ว่าจะต้องประกอบด้วยระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบกำจัดสิ่งปฏิกูล ทางระบายน้ำ ที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้กฎหมายควบคุมอาคารยังได้กำหนดประเภทและลักษณะของวัสดุที่จะนำมาใช้ในการก่อสร้าง เช่น กระจก ว่าจะต้องมีคุณสมบัติที่ช่วยในการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมด้วย

พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 นอกจากกฎหมายควบคุมอาคารแล้ว การลดสภาวะโลกร้อนอันอาจเป็นผลมาจากอาคารหรือโรงงานนั้น ยังปรากฏอยู่ในกฎหมายเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน ที่กำหนดให้เจ้าของโรงงานและอาคารควบคุมบางประเภท ต้องจัดให้มีการออกแบบโรงงานและอาคาร ตลอดจนการควบคุม ตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานให้เป็นไปตามมาตรฐานและวิธีการที่กฎหมายกำหนดเพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์พลังงานนั่นเอง

พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 – เป็นกฎหมายที่กำกับดูแลคุณภาพของสิ่งแวดล้อมในโรงงาน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างและการกำกับดูแลสภาพแวดล้อมโดยรอบของโรงงานเป็นสำคัญ โดยกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับสถานที่ตั้งและสภาพแวดล้อมบริเวณรอบโรงงาน โครงสร้างและการตกแต่งภายในของอาคาร การดำเนินเครื่องจักร กระบวนการผลิต ตลอดจนเครื่องมือที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันหรือลดผลกระทบอันอาจเกิดขึ้นต่อบริเวณโดยรอบโรงงาน

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติโรงงานยังกำหนดมาตรฐานและวิธีการในการควบคุมการปล่อยน้ำเสีย มลพิษ หรือสารอื่นใดที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม เพื่อควบคุมดูแลผลกระทบของการประกอบกิจการโรงงานต่อสิ่งแวดล้อมด้วย และกำหนดโทษของผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามด้วย

พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 – กฎหมายเกี่ยวกับสาธารณสุข มีบทบาทเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม โดยการกำหนดว่าการที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร โรงงานหรือสถานประกอบการปล่อยให้สถานที่ดังกล่าวไม่มีการระบายอากาศ การระบายน้ำ การกำจัดสิ่งปฏิกูล หรือการควบคุมสารพิษ หรือมีแต่ไม่เพียงพอจนอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพนั้น เป็นการกระทำที่ “ก่อให้เกิดเหตุรำคาญ” ตามกฎหมายสาธารณสุข ทำให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นสามารถออกคำสั่งให้เจ้าของ/ผู้ครอบครองสถานที่ดังกล่าวหยุดหรือระงับเหตุรำคาญดังกล่าวได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม หากเจ้าของ/ผู้ครอบครองสถานที่ไม่ปฏิบัติตามเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีสิทธิสั่งห้ามการใช้สถานที่ดังกล่าวได้

นอกจากนี้ กฎหมายการสาธารณสุขยังได้กำหนดให้กิจการบางประเภท เช่น กิจการสปาเพื่อสุขภาพ กิจการเสริมสวย หรือกิจการอู่ซ่อมรถยนต์ เป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพซึ่งจะต้องได้รับอนุญาตและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข เกี่ยวกับการดูแลสภาพหรือสุขลักษณะของสถานที่ที่ใช้ดำเนินการและมาตรการป้องกันอันตรายต่อสุขภาพในระหว่างการดำเนินการด้วย

พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 – ถึงแม้ว่าจะมีข่าวเกี่ยวกับสารพิษรั่ว น้ำมันรั่วอยู่ในพื้นที่ต่างๆ เป็นระยะๆ แต่เราก็มีกฎหมายที่กำกับดูแลเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าสิ่งแวดล้อม รวมทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนนั้นไม่ตกอยู่ในอันตรายที่อาจเกิดจากสารเคมีหรือวัตถุอันตรายต่างๆ นั้นอยู่ พระราชบัญญัติวัตถุอันตรายได้กำหนดมาตรการต่างๆ ที่จะช่วยป้องกันมิให้วัตถุอันตรายนั้นเกิดอันตรายต่อสภาพแวดล้อม เช่น การควบคุมวิธีการจัดเก็บรักษา การใช้ การขนส่ง การกำจัด ตลอดจนภาชนะบรรจุและหีบห่อ

นอกจากนั้น พระราชบัญญัติวัตถุอันตรายยังได้กำหนดให้ผู้เกี่ยวข้องกับวัตถุอันตราย(ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ขนส่งหรือผู้มีไว้ในครอบครอง) ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากวัตถุอันตรายที่อยู่ในความครอบครองของตน ในกรณีรัฐได้รับความเสียหายเพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าช่วยเหลือ เคลื่อนย้าย บำบัด บรรเทา หรือขจัดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากวัตถุอันตราย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีสิทธิร้องขอให้พนักงานอัยการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายของรัฐดังกล่าวได้อีกด้วย

กล่าวถึงตอนนี้อาจดูเหมือนว่าประเทศไทยมีกฎหมายครอบคลุมการปกป้องและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในทุกๆ ด้าน จากบรรดากฎหมายที่ได้กล่าวมาข้างต้น อย่างไรก็ตามดังได้กล่าวแล้วว่า ประเทศไทย “มี” กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอยู่จริง แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพราะเราให้ความสำคัญเฉพาะในเชิงกฎหมาย ส่วนการดำเนินการอย่างจริงจังนั้น เพิ่งเริ่มเป็นที่สนใจเมื่อศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในกรณีของมาบตาพุดเมื่อไม่นานมานี้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ปัญหาที่แท้จริงคือ การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือการที่เจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ (หรือใส่เกียร์ว่าง) ประเด็นเหล่านี้เป็นที่รับทราบและรับรู้กันมานาน เพียงแต่ไม่มีใครอยากยอมรับหรือหาเรื่องมาใส่ตัว แต่หากผู้เขียนจะขอเอาเรื่องมาใส่บทความนี้ดูบ้างหวังว่าคงจะไม่ถูกว่าอะไร แต่เรื่องนี้คงต้องคุยกันยาว (หรือสำหรับท่านจะให้ถูกคงต้องเรียกว่าอ่านกันยาว) ดังนั้นคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขอให้ท่านติดตามอ่านในตอนต่อไป

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ