
ข้อจำกัดของงบประมาณแผ่นดิน
...สมชาย สกุลสุรรัตน์
ท่านทราบไหมว่า งบประมาณแผ่นดินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 นั้น มีวงเงินงบประมาณรายจ่ายสูงถึง 2.070 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากวงเงินงบประมาณ พ.ศ. 2553 ถึง 3.7 แสนล้านบาท
ถ้าเทียบวงเงินประจำปีนี้กับงบประมาณเมื่อปี พ.ศ. 2545 คือ เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว งบประมาณรายจ่ายของประเทศได้เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 1 เท่าตัวเศษๆ โดยในปี พ.ศ. 2545 มีการกำหนดวงเงินงบประมาณไว้เพียง 1.023 ล้านล้านบาทเท่านั้น
ถ้าลองเพิ่มงบประมาณปีนี้กับปี 2550 คือ เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว งบประมาณรายจ่ายของประเทศได้เพิ่มขึ้นถึง 3,800 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 32
ทีนี้ลองมาเปรียบเทียบกับรายรับของรัฐบาล รัฐคาดว่าจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีอากร ฯลฯ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 นี้ ประมาณ 1.650 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2545 ประมาณ 798,903 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 93
ถ้าเปรียบเทียบรายได้ปีนี้กับปี 2550รายรับของประเทศเพิ่มขึ้นเพียง 205,589ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 14เท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้นจะเห็นว่างบประมาณรายจ่ายของรัฐในรอบ 5 ปี และ 10 ปีนั้น เพิ่มขึ้นสูงกว่ารายได้ของรัฐทั้งในตัวเลขที่เป็นจำนวนและอัตราการเพิ่มค่อนข้างมาก
ผมลองเปรียบอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชาติหรือจีดีพี ในรอบ 5 ปี และ 10 ปีที่ผ่านมา ก็จะเห็นว่ารายได้ประชาชาติของประเทศ ซึ่งใช้เป็นฐานในการคำนวณสัดส่วนของวงเงินงบประมาณและการกู้ยืมนั้น ก็เพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของงบประมาณรายจ่าย
ในปี พ.ศ. 2545 ตัวเลขรายได้ประชาชาติของไทยอยู่ที่ 5.450 ล้านล้านบาทและในปี พ.ศ. 2550 อยู่ที่ 8.529 ล้านล้านบาท
ส่วนในปี พ.ศ. 2554 คาดว่าตัวเลขรายได้ประชาชาติจะอยู่ที่ 10.358 ล้านล้านบาท สรุปคือ รายได้ประชาชาติของไทยในปี พ.ศ. 2554 เพิ่มขึ้นจากตัวเลขในปี พ.ศ. 2545 ประมาณร้อยละ 90 แต่เพิ่มขึ้นจากปี 2550 เพียงร้อยละ 21 เท่านั้น
เพราะฉะนั้นการเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชาติก็เพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของงบประมาณรายจ่ายเมื่อเปรียบเทียบกับการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่ได้พูดไปแล้วเช่นเดียวกัน
ถ้ารายจ่ายของประเทศยังเพิ่มขึ้นสูงกว่ารายรับทั้งจำนวนและอัตราการเพิ่ม รัฐก็ยังจำเป็นต้องกู้เงินมาทำงบประมาณให้สมดุล ส่วนจะทำงบประมาณให้สมดุลระหว่างรายรับกับรายจ่ายได้เมื่อไร ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการใช้เงินงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญเติบโตก้าวหน้า อย่างน้อยรายได้ของรัฐก็ควรเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่ารายจ่ายที่เพิ่มขึ้นในปีต่อๆ ไป
ในการจัดทำงบประมาณปีนี้ รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 9 ด้านด้วยกัน เพื่อ
“เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาล สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ปัจจัยความเสี่ยงจากภายในและภายนอกประเทศ รวมทั้งสะท้อนภาวะค่าใช้จ่ายที่มีอยู่จริงจากการดำเนินนโยบายและมาตรการด้านต่างๆ ของรัฐมา”แปลเป็นไทยได้ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และรองรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการบริหาร เพราะรายได้มีไม่เพียงพอที่จะรองรับรายจ่าย
รัฐบาลได้กำหนดแผนงานที่จะดำเนินงานไว้ 42 แผนงาน รายได้แผนยุทธศาสตร์หลัก 8 ยุทธศาสตร์ ทั้งด้านความมั่นคงเศรษฐกิจ การศึกษา และสังคมสิ่งแวดล้อม
ถ้าเงินงบประมาณที่จะมีการอนุมัติต่อไปโดยสภาผู้แทนราษฎรนั้น ถูกนำไปใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่รั่วไหล ก็น่ามีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะเจริญเติบโตก้าวหน้าตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ เพราะเม็ดเงินที่จะอัดฉีดเข้าไปในระบบถือว่าค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหากรัฐสามารถเร่งตัวทบทวีหรือมัลติพลายเออร์ให้หมุนหลายรอบขึ้น
ผมก็อยากให้ผลที่ออกมาเป็นเช่นนั้นแต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างงบประมาณจริงๆ แล้ว ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า เงินงบประมาณที่จะอัดฉีดเข้าไปในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 นี้ จะสามารถปรับเปลี่ยนแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของจีดีพี รายได้ของรัฐ และรายจ่ายจริงหรือไม่ เผอิญเนื้อที่หมดพอดี ขอเลื่อนไปเขียนต่อสัปดาห์หน้าครับ







