posttoday
ธกส.กระเป๋าแฟบ อุ้มรัฐสวัสดิการ

ธกส.กระเป๋าแฟบ อุ้มรัฐสวัสดิการ

20 กรกฎาคม 2553

ไม่ว่าจะเป็นยุครัฐบาลไหน จะเป็นประชานิยม หรือรัฐสวัสดิการ ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องใช้สถาบันการเงินของรัฐเป็นแขนเป็นขาในการดำเนินนโยบายให้ไปถึงฝั่ง

ไม่ว่าจะเป็นยุครัฐบาลไหน จะเป็นประชานิยม หรือรัฐสวัสดิการ ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องใช้สถาบันการเงินของรัฐเป็นแขนเป็นขาในการดำเนินนโยบายให้ไปถึงฝั่ง

โดย...ทีมข่าวการเงิน
 

ธกส.กระเป๋าแฟบ อุ้มรัฐสวัสดิการ

สถาบันการเงินของรัฐ ที่ถูกใช้เป็นแขนเป็นขามากที่สุดหนีไม่พ้น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ผ่านโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร

ที่สำคัญที่สุดคือการรับจำนำข้าวเปลือกที่เป็นพืชที่เกษตรกรเพาะปลูกมากที่สุดในประเทศ

หากย้อนไปสมัยเริ่มให้มี ธ.ก.ส.รับจำนำข้าวจะมุ่งเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเป็นสำคัญ ไม่ได้มุ่งเรื่องการหาเสียงทางการเมือง ทำให้ภาระของ ธ.ก.ส.ไม่ได้มีมาก

แต่เมื่อมาสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยแรกปี 2544 ธ.ก.ส.ก็งานเข้า กลายเป็นแบงก์ขับเคลื่อนโครงการประชานิยมให้กับรัฐบาล เพื่อการสร้างฐานเสียงและคะแนนนิยมทางการเมืองเป็นสำคัญ

การจำนำข้าวเปลือกสมัยรัฐบาลทักษิณ มีราคาเพิ่มขึ้นจากตันละ 6,000 บาท จนทะลุตันละ 1 หมื่นล้านบาท สูงเป็นประวัติการณ์ในการรับจำนำข้าวเปลือก

แต่เบื้องหลังการรับจำนำที่ราคาสูงเกินกว่าราคาตลาด ส่งผลให้ ธ.ก.ส.ได้รับความเสียหายจากเข้าไปปล่อยกู้รับจำนำ เพราะเกษตรกรทิ้งจำนำ รัฐบาลต้องขายข้าวสู่ตลาดในราคาที่ต่ำกว่าราคารับจำนำ ทำให้มีเงินไม่พอมาใช้คืน ธ.ก.ส.

ความเสียหายดังกล่าวเป็น “ดินพอกหางหมู” ทำให้ ธ.ก.ส.มีภาระหนี้สินจำนวนมาก เป็นตัวถ่วงแบงก์บั่นทอนศักยภาพขององค์กร

มีการประเมินกันว่าการดำเนินโครงการประชานิยมของ ธ.ก.ส. ในสมัยรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลติดหนี้ ธ.ก.ส.ถึง 8 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นหนี้ที่ได้รับความเสียหายถึง 3 หมื่นล้านบาท

ต่อมาในสมัยรัฐบาลขิงแก่ ที่มี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรี ได้ตั้งงบประมาณในปี 2550 ถึง 2.3 หมื่นล้านบาท ปลดเปลื้องหนี้สินให้กับ ธ.ก.ส. แม้ว่าจะเป็นเพียงบางส่วน แต่ก็ทำให้ธนาคารมีเวลาได้พักหายใจมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ในปี 2552 รัฐบาล “ร่างทรง” พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาบริหารประเทศอีกครั้ง ธ.ก.ส.ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือการดำเนินโครงการประชานิยมมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาอีกครั้ง

การรับจำนำข้าวในช่วงที่นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นรมว.คลัง ราคารับจำนำข้าวพุ่งไปถึงตันละ 1.4 หมื่นบาท และในสมัยที่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช เข้ามารับไม้ต่อเป็น รมว.คลัง มีการรับจำนำข้าวเปลือกถึงตันละ 1.6 หมื่นบาท

การรับจำนำในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดจำนวนมาก ทำให้ ธ.ก.ส.ไม่มีกำลังที่จะหาเงินมาปล่อยสินเชื่อในโครงการดังกล่าว ทำให้กระทรวงการคลังในสมัยนั้น ต้องวิ่งหากู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ถึง 1.1 แสนล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย 45% ไปให้ ธ.ก.ส.ปล่อยกู้รับจำนำเพื่อรักษามัดใจคนรากหญ้าต่อไป โดยไม่คาดคิดถึงความเสียหายที่จะตามมาอย่างมากมาย

แม้ว่ามาถึง รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีจะปฏิเสธโครงการประชานิยม และประกาศนำพาประเทศไปสู่รัฐสวัสดิการ แต่ ธ.ก.ส.ก็ยังหนีไม่พ้นที่จะเป็นเครื่องมือของรัฐในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ไปสู่การเป็นรัฐสวัสดิการ

การยกเลิกโครงการจำนำข้าว ไปสู่โครงการประกันรายได้เกษตรกร แม้ว่าจะสร้างภาระให้กับธนาคารน้อยลง แต่ก็ยังสูงเป็นเงินระดับหมื่นล้านบาท

โดย ธ.ก.ส.ต้องควักกระเป๋าเพื่อดำเนินโครงการนี้ไปแล้วในรอบแรกกว่า 4 หมื่นล้านบาท

ส่งผลให้หนี้เก่าจากการรับจำนำข้าวเปลือก และหนี้ใหม่จากการรับประกันรายได้เกษตรกร รวมกันพุ่งสูงไปแตะ 2 แสนล้านบาท เริ่มส่งผลกับการบริหารเงินสดของธนาคาร

ผู้บริหารธนาคารถึงกับนั่งไม่ติด เตรียมนำเรื่องถกในคณะกรรมการของธนาคาร ที่มีนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เป็นประธานธนาคารอยู่

การแก้ไขแบบ “ตายเอาดาบหน้า” ธนาคารต้องการให้รัฐบาลหาเงินมาอุดหนุน หรือใช้หนี้จำนวนหนึ่งให้มากที่สุด เพื่อธนาคารจะได้เก็บเป็นหน้าตักในการบริหารโครงการประกันรายได้รอบ 2 ที่คาดว่าต้องใช้เงิน 7,000 ล้านบาท ถึง 1 หมื่นล้านบาท

ถือเป็นเรื่องสาหัสของ ธ.ก.ส. เพราะหากไม่ได้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาล เห็นทีธนาคารจะกรอบเหลือแต่กระดูก ถึงขั้นมีปัญหาการปล่อยสินเชื่อปกติได้

เพราะนอกจาก ธ.ก.ส. มีภาระโครงการประกันรายได้เกษตรกร ยังมีภาระจากโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายของรัฐบาล

โดยธนาคารรับลูกหนี้มาแก้ไข 6.08 แสนราย ผ่านการเจรจาหนี้ ต้องการกู้เงินจากธนาคารไปใช้หนี้นอกระบบ 3.43 แสนราย เป็นวงเงิน 4.15 หมื่นล้านบาท ซึ่งในขณะนี้อนุมัติเงินกู้ไปแล้ว 1.87 แสนล้านบาท ถือเป็นภาระก้อนใหญ่ของธนาคารธนาคารอีกหนึ่งก้อน

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ยังมีภาระดำเนินโครงการธนาคารเพื่อคนจน หรือ ไมโครไฟแนนซ์ เพื่อเป็นเครื่องมือในการแก้ไขหนี้นอกระบบในระยะยาว โดยธนาคารต้องให้สินเชื่อกับชาวบ้านรายละ 25 หมื่นบาท อัตราดอกเบี้ย 12% ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 3 ปี หรือผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 36 งวด

อีกทั้งในอนาคต ยังมีนโยบายแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ด้วยการลดหนี้ให้ 50% พร้อมกับยืดระยะเวลาในการชำระหนี้ออกไปอีก 15 ปี โดยคิดดอกเบี้ย MRR ลบ 3% โดยตลอดระยะเวลา 15 ปี ต้องไม่ก่อหนี้เพิ่ม

โครงการทั้งหมด จะเป็นภาระกับธนาคารให้เพิ่มขึ้นทั้งนั้น แม้ว่ารัฐบาลจะบอกว่ามีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการ ให้รากหญ้าได้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ได้รับการประกันรายได้ ที่ควรจะได้ เพื่อให้ประเทศก้าวพ้นสู่การเป็นโครงการประชานิยม ไปสู่การเป็นรัฐสวัสดิการ

ภาระของ ธ.ก.ส. ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ควรได้รับการเหลียวแลแก้ไขอย่างจริงใจ เพราะหากหลงทางมุ่งสูบเงินจากธนาคารไปดำเนินนโยบาย และปลาบปลื้มว่าการดำเนินโครงการของรัฐสำเร็จ เพราะไม่ต้องใช้เงินจากงบประมาณเห็นทีจะเป็นการคิดที่ผิด

เพราะภาระโครงการประชานิยม ที่วันนี้กลายเป็นโครงการรัฐสวัสดิการของรัฐบาลกำลังงอกงาม

ขณะที่ ธ.ก.ส. จะ “เสียเลือด” จนแทบหมดตัว หากไม่ได้รับการแก้ไขช่วยเหลือในเร็วๆ นี้

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน