เงินบาทอ่อน ไม่ช่วยดันส่งออก
นักธุรกิจ นายธนาคาร ต่างมองทิศทางของค่าเงินบาทในโค้งสุดท้ายของปลายปีนี้ว่า จะอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
นักธุรกิจ นายธนาคาร ต่างมองทิศทางของค่าเงินบาทในโค้งสุดท้ายของปลายปีนี้ว่า จะอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง และยังมองยาวไปจนถึงปีหน้าว่า เงินบาทจะอ่อนค่าไปแตะที่ระดับ 38 บาท/เหรียญสหรัฐ
ตลอดเวลา 1-2 ปีที่ผ่านมา ผู้ส่งออกเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินนโยบายให้เงินบาทอ่อนค่า ซึ่งแนวโน้มเงินบาทก็เริ่มอ่อนค่าสมใจผู้ส่งออก
ทั้งนี้ ธปท.รายงานค่าความผันผวนของเงินบาท ณ สิ้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาว่าอยู่ที่ 7.6% เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่เฉลี่ยอยู่ที่ 5.8% ผันผวนในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับภูมิภาค โดย ณ สิ้นเดือน ม.ค.เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 32.73 บาท/เหรียญสหรัฐ เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาเงินบาทอยู่ที่ 33.77 และปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ
สถานการณ์การอ่อนค่าเงินบาทในปัจจุบันเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค จะพบว่า เงินบาทอ่อนค่าลง 8.1% เมื่อเทียบกับต้นปี ขณะที่มาเลเชียริงกิตอ่อนค่าลง 20% อินโดนีเซีย รูเปียห์อ่อนค่า 9.6% สิงคโปร์ดอลลาร์อ่อนค่า 6.8% และฟิลิปปินส์เปโซอ่อนค่า 5.2%
แต่การอ่อนค่าของเงินบาทจะส่งผลบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจในปีหน้าหรือไม่ เป็นเรื่องที่คาดหวังได้ยาก ดูเหมือนการอ่อนค่าจะช่วยหนุนเสริมทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ได้ค่อนข้างน้อย
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะภาคการส่งออกขยายตัวต่ำ ปีนี้ติดลบประมาณ 5% และปีหน้าอย่างดีก็คงที่โต 0% หรือบวกเล็กน้อย ดังนั้น สัดส่วนการส่งออกที่จะมาเพิ่มจีดีพีจึงไม่มาก ขณะที่อานิสงส์เงินบาทอ่อนช่วยได้เพียงเพิ่มสภาพคล่องเงินบาทในกระเป๋าผู้ส่งออก และทำให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดดูดีเกินดุลเพิ่มขึ้นเท่านั้น ไม่ได้ทำให้สินค้าไทยถูกลงจนส่งไปขายได้มากขึ้นแต่อย่างใด เพราะค่าเงินของสกุลประเทศเพื่อนบ้านและคู่ค้าประเทศต่างๆ ก็ปรับอ่อนค่าลงเช่นกัน เงินบาทอ่อนจึงไม่ได้ทำให้ไทยได้เปรียบ
ในเรื่องนี้ กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ มองว่า ทิศทางเงินบาทที่อ่อนค่าน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจปีหน้าเดินต่อไปได้ แต่คงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะทำให้เราโตได้ดีขึ้นมากมาย โดยเงินบาทน่าจะช่วยให้การส่งออกได้รับเงินจากการขายสินค้ามากขึ้นเมื่อแลกเป็นเงินบาท ทำให้ผู้ประกอบการมีเงินในกระเป๋าเพิ่ม สามารถจ้างงานและดำเนินกิจการต่อไปได้
นอกจากนี้ ยังอาจจะช่วยภาคการเกษตรได้บ้าง คือ ทำให้รายได้การขายสินค้าของเกษตรกรเพิ่มขึ้น แต่ช่วยได้ระดับหนึ่งเท่านั้น คงไม่ทำให้การบริโภคหรือใช้จ่ายในประเทศเพิ่มได้ เพราะระดับหนี้ครัวเรือนยังสูง บวกกับราคาสินค้าภาคการเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกยังอยู่ในระดับต่ำ และยังช่วยภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดีขึ้น ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาไทยมากขึ้นมีเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มระดับหนึ่ง
“ในภาวะนี้เงินบาทเราควรจะอ่อนค่า ไม่ควรแข็ง หากเรารักษาการอ่อนค่าเกาะกลุ่มสกุลเพื่อนบ้านไปได้ อ่อนอยู่ที่ระดับประมาณ 10% ก็น่าจะช่วยประคองและลดแรงกดดันเศรษฐกิจปีหน้าที่กำลังฟื้นไปต่อได้ แต่เงินบาทคงไม่ใช่ปัจจัยหลักทำให้การส่งออกกลับมาโต 20% หรือทำให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวเพิ่มสูงแน่นอน เพราะการเติบโตคงต้องพึ่งภายนอกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกด้วย ขณะเดียวกันในประเทศ การบริโภคและการลงทุนภาครัฐและเอกชนก็ต้องขยายตัวได้ แต่ตอนนี้การลงทุนยังทำได้น้อยคาดว่าปีหน้าจะโตประมาณ 3.5-4%” กอบศักดิ์ สรุป
ด้าน กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ทิศทางเงินบาทปีหน้าคงอยู่ที่ระดับ 38 บาท/เหรียญสหรัฐ อ่อนลงจากปีนี้ที่ประมาณ 35.75-36 บาท/เหรียญสหรัฐ จาก 2 สาเหตุหลักๆ ที่มาหนุน คือ การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะดึงเงินลงทุนกลับ และเงินทุนไหลออกจากภูมิภาค โดยอาจจะเริ่มไหลออกจากมาเลเซียที่มีปัญหาเศรษฐกิจก่อน ซึ่งอาจดึงให้เงินออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่(อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต) รวมทั้งไทยด้วย
และการที่ดอกเบี้ยไทยยังขยับขึ้นยาก จากอุปสงค์หรือความต้องการใช้จ่ายที่ต่ำและเงินเฟ้อเองก็ยังต่ำก็มีส่วนทำให้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่าลง อย่างไรก็ดีเงินบาทอ่อนค่าไม่ได้ช่วยให้การส่งออกดีขึ้นจนไปฉุดเศรษฐกิจให้ดี แต่จะช่วยให้สภาพคล่องของภาคส่งออกดีขึ้นเท่านั้น
ขณะที่ อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เห็นว่า เงินบาทปีหน้ามีโอกาสอ่อนกว่า 38 บาท ไปที่ระดับ 40 บาท/เหรียญสหรัฐได้ จากผลกระทบของ 2 ปัจจัยที่มากดดัน คือ 1.สงครามค่าเงิน และ 2.ไทยยังมีความเสี่ยงจากดุลบัญชีเดินสะพัด ปีนี้ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดค่อนข้างมาก แต่เป็นการเกินดุลจากการนำเข้าหรือบริโภคต่ำไม่ใช่ส่งออกโต ขณะที่นำเข้าน้ำมันยังสูงแต่ดูเหมือนนำเข้าลดลงเพราะน้ำมันถูก ดังนั้น จึงมีความเสี่ยงที่ดุลบัญชีจะเกินดุลลดลงเมื่อราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น
“เราได้อานิสงส์จากเงินบาทอ่อนในภาคส่งออกน้อยเพราะสินค้าไทยไม่เป็นที่ต้องการของตลาดนัก และเราโชคดีที่ราคาน้ำมันถูก ทำให้นำเข้าน้ำมันน้อยลงตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดดี แต่ถ้าราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นตัวเลขดุลบัญชีอาจจะติดลบและกระทบความเชื่อมั่นและภาพรวมเศรษฐกิจได้ จากการที่เราปรับตัวรับกับราคาน้ำมันแพงไม่ทัน” อมรเทพ กล่าว
เช่นเดียวกับ พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มองว่า เศรษฐกิจได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนน้อย เพราะส่งออกเราขยายตัวน้อย ปีหน้าส่งออกคงโตอย่างเก่งประมาณ 2-3% เพราะสินค้าขายดีแต่ในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) ส่วนประเทศอื่นขายได้น้อย เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น จึงหวังให้เศรษฐกิจปีหน้าโตเต็มศักยภาพที่ 4-5% ยาก ปีหน้าจีดีพีโตได้ 3-3.5% ก็ถือว่าดีแล้ว ถ้าเทียบกับปัจจัยที่มากระทบ ซึ่งในยามที่เศรษฐกิจโลกชะลอและส่งออกโตต่ำ ในภาพรวมๆ ไทยจึงได้ประโยชน์จากบาทอ่อนน้อยตามไปด้วย
จากมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ เห็นได้ชัดว่า มองไปในทิศทางเดียวกันหมดว่าเงินบาทอ่อนค่าก็จะไม่ช่วยให้การส่งออกขยายตัวได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ดี ในภาวะเช่นนี้ ธปท.ในฐานะผู้ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนก็ทำได้ดีที่สุด คือ ทำให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ ให้เคลื่อนไหวไม่ผันผวนมากนัก และเกาะกลุ่มไปในทิศทางเดียวกับสกุลในภูมิภาคเท่านั้น ผู้ส่งออกไทยจะได้ไม่เสียเปรียบในการแข่งขันและไม่กระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม แต่คงไม่สามารถใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนทำให้สินค้าส่งออกของไทยได้เปรียบคู่ค้าในภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอได้ เพราะถึงเงินบาทจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลงแต่สกุลเงินของประเทศอื่นๆ ที่เป็นคู่ค้าคู่แข่งก็ปรับอ่อนค่าลงเช่นกัน
เป็นที่แน่นอนว่า ถึงค่าเงินบาทจะอ่อนค่าไม่ได้ช่วยดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้มากนัก แต่ก็ดีกว่าเงินบาทแข็งค่าที่อาจจะสร้างปัญหาได้มากกว่า


