
สิ่งที่นักการเมืองต้องเรียนรู้ (2)
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
นักการเมืองที่แย่งกันเข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศ หรือแย่งกันมาเป็นรัฐบาลนั้น นอกจากรู้แล้วว่าอะไรคือ “ผลประโยชน์แห่งชาติ” จากบทความในสัปดาห์ก่อน วันนี้ท่านต้องรู้ด้วยว่า “ความมั่นคงแห่งชาติ” ซึ่งท่านได้ยินมาบ่อยๆ นั้นคืออะไร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เอาความมั่นคงของชาติมาเป็นความมั่นคงของตัวเอง หรือเอาความมั่นคงของตัวเองไปเป็นความมั่นคงแห่งชาติแทน
“ความมั่นคงแห่งชาติ” เป็นแกนหลักของผลประโยชน์สำคัญยิ่งของชาติ ในตำราต่างประเทศอธิบายว่า ความมั่นคงแห่งชาติ คือ การปกป้องประเทศชาติและประชาชนให้อยู่รอดปลอดภัย บางตำราบอกว่า ความมั่นคงแห่งชาติ คือ ความรู้สึกปลอดภัยจากภัยคุกคาม ปลอดจากความกลัวว่าจะถูกโจมตี หรือปลอดจากการคุกคาม การบีบบังคับจากต่างชาติ นัยหนึ่ง ความมั่นคงแห่งชาติก็คือความอยู่รอดปลอดภัยของประเทศชาตินั่นเอง
ความมั่นคงแห่งชาติ ประกอบด้วย (1) ความมั่นคงทางการทหาร (2) ความมั่นคงทางการเมือง (3) ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (4) ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม (5) ความมั่นคงด้านพลังงาน (6) ความมั่นคงด้านไซเบอร์ (7) ความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (8) ความมั่นคงแห่งมนุษย์ ความมั่นคงด้านทหาร คือ พลังอำนาจที่เรียกว่า “ฮาร์ด พาวเวอร์” ส่วนความมั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม พลังงาน ไซเบอร์ ความมั่นคงแห่งมนุษย์ เป็น “ซอฟต์ พาวเวอร์”
ความมั่นคงทางการเมือง คือ การปกป้องอธิปไตย ระบอบการปกครอง ให้ประชาชนปลอดจากแรงกดดัน ภัยคุกคามจากในและนอกประเทศ ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ คือ การปกป้องความมั่นคงของประเทศ ระบบเศรษฐกิจเสรีจากการคุกคามจากภายนอก ขจัดความยากจน ความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ คือ การทำให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ สินแร่ แหล่งน้ำ
ความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ คือ การป้องกันชายแดน สนามบิน ท่าเรือ แหล่งเข้า-ออกประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความมั่นคงด้านไซเบอร์ สามารถทำให้การติดต่อสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลเป็นไปได้สะดวก รวดเร็ว ต่อเนื่อง ป้องกันการเจาะ แฮ็ก ทำให้หยุดชะงัก ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งปัจจุบันเป็นปัญหาข้ามชาติทั้งมวลภาวะทางอากาศ น้ำ ควันไฟ ซึ่งต้องมีข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อร่วมมือกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว ความมั่นคงแห่งมนุษย์ คือ ประชาชนปลอดจากความหิวโหย ความยากจน โรคภัยไข้เจ็บ การกดขี่ ความรุนแรง เด็ก สตรี ชนกลุ่มน้อยได้รับความคุ้มครอง
ประเทศไม่ได้มีความสงบ สันติ อย่างที่เราอยากให้เป็นเสมอไป แต่มักจะเผชิญกับ “ภัยคุกคาม” ในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่เกิดจาก “คนทำ” และ “ธรรมชาติทำ” ทั้งภัยคุกคามในประเทศ และภัยคุกคามจากนอกประเทศ “ภัยคุกคามในประเทศ” ประกอบด้วย (1) กลุ่มการเมืองที่ต้องการล้มล้างสถาบันการเมืองในปัจจุบัน และกลุ่มแบ่งแยกดินแดน (2) กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ (3) ความยากจน
(4) การก่อวินาศกรรมทางเศรษฐกิจ การบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจการตลาด ระบบการเงิน เช่น ธนบัตรปลอม ฟอกเงิน ลักลอบหนีภาษีขนาดใหญ่ การทุ่มตลาด (5) การทุจริตคอร์รัปชั่น การเรียกรับสินบน (6) การขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง ความหิวโหย โรคระบาด ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรง (7) ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมทั้งด้านการตัดไม้ทำลายป่า มลพิษทางอากาศ ทางน้ำ สารพิษ ควันไฟ ก่อให้เกิดความเจ็บป่วย
“ภัยคุกคามจากนอกประเทศ” ซึ่งอาจเป็นปัญหาระดับภูมิภาคหรือระดับโลก แต่ส่งผลกระทบต่อเราได้ ประกอบด้วย (1) ความขัดแย้งในประเทศเพื่อนบ้าน หรือความขัดแย้งในภูมิภาคที่ส่งผลกระทบถึงเรา (2) การลักลอบค้าอาวุธสงคราม การลักลอบเข้าเมือง กลุ่มก่อการร้ายตามชายแดน (3) วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการเงินซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของเรา (4) ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างชาติรวยกับจน การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ที่ดินทำกิน อาหาร น้ำ ประมง พลังงาน ก่อให้เกิดความตึงเครียด
(5) ความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม (6) การแพร่กระจายอาวุธเคมี ชีวภาพ อาวุธสงคราม (7) อาชญากรรมข้ามชาติและการก่อการร้ายระหว่างประเทศ (8) ภัยพิบัติทางธรรมชาติและปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งมลภาวะ ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ ควันไฟป่า การตัดไม้ทำลายป่า (9) อาชญากรรมไซเบอร์ที่เป็นภัยมากขึ้น หากสื่อดิจิทัลถูกขัดขวางหรือทำให้เกิดภาวะชะงักงัน ถูกโจมตี นอกจากความสูญเสียทางเศรษฐกิจแล้ว ยังสร้างความไม่พอใจของประชาชนที่จะลุกฮือประท้วงรัฐบาล
รัฐบาลเป็นคนตัดสินใจว่าอะไรคือความมั่นคงแห่งชาติ อะไรไม่ใช่ หากรัฐบาลมั่วหรือผู้บริหารสับสน ความมั่นคงแห่งชาติเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และต้องแยกแยะได้ว่า อะไรคือภัยคุกคามที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ อะไรคือภัยคุกคามที่เกิดจากธรรมชาติ เพื่อจะได้แก้ปัญหาได้ถูกต้อง
เมื่อรู้แล้วก็ต้องรู้ต่อไปว่า แล้วจะใช้มาตรการใดในการป้องกัน ระงับ ยับยั้ง ขจัดภัยคุกคามดังกล่าว มาตรการที่นิยมใช้กันทั่วไปประกอบด้วย (1) พลังอำนาจทางการเมือง รวมทั้งวิธีการทูต คือ การโดดเดี่ยวศัตรู และเพิ่มมิตร (2) พลังอำนาจทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่า (3) พลังอำนาจทางการทหารหรือกองทัพที่มีประสิทธิภาพ (3) การป้องกันฝ่ายพลเรือน การเตรียมพร้อมเผชิญวิกฤต เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ ไฟดับทั่วประเทศ ฯลฯ (4) การข่าวกรองและการต่อต้านข่าวกรอง ในการค้นหา ระงับ ยับยั้ง ปราบปราม (5) การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
การรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งชาติ เป็น “หน้าที่” ของรัฐที่ “ต้อง” กระทำ รัฐบาลและรัฐสภามีหน้าที่ในการปกป้อง คุ้มครองประเทศและประชาชนจากภัยคุกคามต่างๆ ด้วยการใช้พลังอำนาจที่มีอยู่ และต้องรู้จะใช้ให้เป็นในจังหวะที่ถูกต้อง รัฐต้องแยกแยะให้ออกว่า อะไรคือความมั่นคงแห่งชาติ อะไรคือสิทธิเสรีภาพ สิทธิในการกำหนดชาตาตนเองย่อมขัดกับหลักอธิปไตยของชาติ อย่าสับสน







