
โชว์ชื่อ​นายกฯ ลดแรงต้านสืบทอดอำนาจ
อีกปมร้อนที่กำลังจะฉุดให้ร่างรัฐธรรมนูญต้องเผชิญแรงต้านรุนแรง คือ ประเด็นที่มานายกรัฐมนตรี
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
อีกปมร้อนที่กำลังจะฉุดให้ร่างรัฐธรรมนูญต้องเผชิญแรงต้านรุนแรง คือ ประเด็นที่มานายกรัฐมนตรี เมื่อล่าสุดคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีแนวโน้มจะเปิดทางให้ “คนนอก” ที่ไม่ได้เป็น สส.กระโดดเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี
นอกจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการถอยหลังเข้าคลองแล้ว เหตุผลที่ถูกถล่มล่วงหน้าอยู่ตรงที่ห่วงกันว่า “กลไก” ตามรัฐธรรมนูญนี้ถูกมองว่าอาจเป็นการ “ต่อท่ออำนาจ” ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังคงมีบทบาทหลังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น
จนหลายฝ่ายต้องรีบออกมา “ดักคอ” ไม่ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้สร้างปัญหาต่อไปในอนาคต
ทว่า หากดูที่มาที่ไปของประเด็นนายกฯ คนนอก จะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีแรงผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง และทำได้สำเร็จลุล่วงตั้งแต่สมัยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุดบวรศักดิ์ อุวรรณโณ
ประเมินว่านี่เป็นอีกหนึ่งในเหตุผลที่เกิดแรงต้าน ถึงขั้นอาจมีส่วนทำให้ร่างรัฐธรรมนูญต้องมาสะดุดในด่านแรกขั้นตอนการลงมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
วิเคราะห์แล้วเหตุผลสำคัญที่หยิบยกมาอธิบายประกอบการผลักดันประเด็นนายกฯ คนนอก อยู่ตรงที่ป้องกันไม่ให้บ้านเมืองต้องเกิดสภาพ “สุญญากาศ” ซ้ำรอยอดีต จนทุกอย่างเดินหน้าต่อไปไม่ได้
กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องมา “ชั่งน้ำหนัก” ระหว่างข้อดีข้อเสีย เพราะเรื่องนี้มีผลชี้เป็นชี้ตายต่อการยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ
อย่าลืมว่าในช่วงรัฐธรรมนูญ 2540 ได้การผลักดันของประชาชนให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก สส. และสามารถทำได้สำเร็จถือเป็นชัยชนะของประชาชน
ทั้งหมดเพื่อให้เกิดการยึดโยงตัวผู้บริหารสูงสุดของประเทศว่าจะต้องมาจากประชาชน ไม่ให้ “มือที่มองไม่เห็น” กระโดดเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี
อีกด้านยังเป็นการกลั่นกรองเบื้องต้นดึงให้ผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีเข้ามาสู่เวทีสาธารณะให้ประชาชนทั่วใปสามารถติดตามตรวจสอบประวัติการทำงาน หรือมีคดีความ พฤติกรรมไม่ชอบมาพากลในอดีตหรือไม่
แต่สุดท้ายเมื่อนายกรัฐมนตรีสามารถเป็นคนนอกได้ ข้อกังขาเรื่องสืบทอดอำนาจย่อมกลับคืนมา สอดรับไปกับท่าทีของ คสช.และกลไกอื่นๆ ที่จะมาตามรัฐธรรมนูญ
ทั้งระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่จะทำให้พรรคขนาดกลางขนาดเล็กมีเสียงในสภามากขึ้น สวนทางกับพรรคใหญ่จะมีเสียงลดลง เอื้อให้เกิดรัฐบาลผสมได้ง่าย แถมยังจะมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ที่ถูกมองว่าอำนาจเปิดช่องให้เข้ามาแทรกแซงการทำงานของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติได้
ในที่ประชุม กรธ. ทางอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายบริหารที่มี อภิชาต สุขัคคานนท์ เป็นประธาน ได้เสนอทางเลือกสำหรับที่มานายกรัฐมนตรี 3 ทางเลือก ได้แก่ 1.มาจาก สส. 2.คนนอกที่มีคุณสมบัติที่กำหนดตามรัฐธรรมนูญ และ 3.ผู้ที่มีชื่อปรากฏในบัญชีรายชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งแต่ละพรรคเสนอมา
ชัดเจนว่าน้ำหนักดูจะเทมาทางเลือกที่สามซึ่งจะสามารถอุดข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจ เพราะหากจะส่งคนมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องเปิดรายชื่อตั้งแต่ก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง
ข้อดีคือประชาชนจะได้เห็นรายชื่อคนเป็นนายกรัฐมนตรีก่อนตัดสินใจลงคะแนนไม่ใช่ใครก็ได้จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี มีทางเลือกให้ประชาชน ไม่ใช่ถูกมัดมือชกด้วยเสียงข้างมากในสภา
แถมยังช่วยลดข้อครหาเรื่องการไม่ยึดโยงกับประชาชน เพราะกรณีนี้ย่อมถือได้ว่าประชาชนมีส่วนคัดกรองรายชื่อคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีรอบแรก
แต่ข้อเสียคือ ในภาวะที่บ้านเมืองวิกฤต รายชื่อคนเป็นนายกรัฐมนตรีจะถูกจำกัดในรายชื่อเหล่านี้เท่านั้น โอกาสที่จะวนกลับมาเกิดสุญญากาศซ้ำรอยในอดีตย่อมเป็นไปได้
ทว่า ในรายละเอียดยังเป็นเรื่องที่ กรธ.ต้องวิเคราะห์ให้รอบด้านเมื่อระบบนี้ถือเป็นของใหม่ในประเทศไทย ที่มีคำถามตามมาอีกมาก
ไม่ว่าจะเป็นกรณีในบัญชีรายชื่อที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบจะเลือกเป็นรายบุคคลหรือไม่ เพราะในรายชื่อที่เสนอมาอาจมีทั้งตัวจริงตัวหลอกผสมปนเปกันมาให้เกิดความไขว้เขว หรือจำเป็นต้องระบุชัดเจนไปเลยหรือไม่ว่าต้องพิจารณาเลือกจากคนลำดับแรกในลิสต์เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีการหมกเม็ดในการเลือกจริง
สุดท้ายอาจเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องตัดสินใจยากลำบาก เมื่อการตัดสินใจด้วยการหย่อนบัตรลงคะแนนใบเดียว แล้วต้องเลือกทั้ง สส.เขต สส.ระบบสัดส่วน และว่าที่นายกรัฐมนตรี
เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาจะเห็นว่าหลายพื้นที่ลงคะแนนเลือก สส.เขต กับเลือกพรรคต่างกัน นั่นยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเลือกนายกรัฐมนตรี
ปมเรื่องนายกฯ คนนอก จึงเป็นอีกประเด็นล่อแหลมที่จะทำให้รัฐธรรมนูญมีปัญหาในอนาคตได้ ยิ่งหากถูกมองว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสืบทอดอำนาจมากกว่าแก้ปัญหาในอดีต







