posttoday
จับสัญญาณเงินฝืด คุกคามคนฐานราก

จับสัญญาณเงินฝืด คุกคามคนฐานราก

11 พฤศจิกายน 2558

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

หน่วยงานเศรษฐกิจหลายแห่งออกมาคาดการณ์แนวโน้มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีหน้าว่าจะเติบโต 3-4% ซึ่งหากจีดีพีเติบโตในระดับนั้นได้จริง ก็จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากค่าครองชีพที่สูง และกำลังซื้อที่ลดลงได้

แต่ปัญหาคือ ตัวเลขการขยายตัว 3-4% นั้น ถูกตั้งคำถามกันแบบเงียบๆ แต่กระจายทั่วไปว่ารัฐบาลจะใช้อะไรมาขับเคลื่อนให้เติบโตได้ระดับนั้น

หากจะตอบว่าเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ภาครัฐ เม็ดเงินการลงทุนภาครัฐก็มีสัดส่วนเพียง 5% ของจีดีพีเท่านั้น เทียบไม่ได้กับการส่งออก และแม้จะมีการลงทุนได้ตามที่กำหนดไว้จริง ก็จะกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนได้เพียงบางภาค เช่น ภาครับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง เป็นต้น

ในขณะที่ภาคการผลิตจริง คือ โรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปจะไม่ได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนดังกล่าว สังเกตได้จากการที่ภาคการผลิตจริงยังไม่ขยับที่จะขอสินเชื่อเพื่อขยายการลงทุน หรือการลงทุนใหม่ โดยธนาคารพาณิชย์หลายแห่งก็ออกมายอมรับว่ามีแต่ภาคธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ตื่นตัวรับนโยบายการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยโครงการที่พูดถึงกันมากก็มีเพียงโครงการรถไฟทางคู่ และรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างเท่านั้น ขณะที่โครงการอื่นยังไม่มีการกล่าวถึง

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า ยังไม่มีอะไรทำให้เชื่อได้ว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ถึง 3% ในเมื่อไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการส่งออก เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ขณะที่การผลิตสินค้าส่งออกของไทยไม่ตอบสนองการค้าโลก การบริโภคที่มีปัญหาหนี้ครัวเรือน และรายได้เกษตรกรตกต่ำ

อมรเทพ ระบุว่า ขณะที่ทุกคนหวังว่าการลงทุนภาครัฐจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ แต่การลงทุนภาครัฐคิดเป็นสัดส่วน 5% ของจีดีพีนั้น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐที่ออกมานั้น เป็นเหมือนการประคองให้เศรษฐกิจไม่ทรุดไปกว่านี้มากกว่าจะเป็นการกระตุ้น และเป็นการสร้างเขื่อนไม่ให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นในชนบทลามเข้ามาสู่เมืองเท่านั้น

ทั้งนี้ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือกลุ่มฐานรากในชนบทมีรายได้น้อย ตัวเลขรายได้ของเกษตรกรไทยตกต่ำลงมาตั้งแต่กลางปี 2557 เมื่อเจอปัญหาเศรษฐกิจมากระทบ และถึงเวลานี้ยังมาเจอทั้งปัญหาภัยแล้งและราคาสินค้าตกต่ำอีก ทำให้กระทบต่อกำลังซื้อของเกษตรกร และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้วในชนบท แต่ภาคการผลิตในเมืองยังไม่กระทบ เพราะรัฐจำเป็นต้องออกมาตรการมาเป็นเขื่อนกันไม่ให้ผลกระทบจากชนบทลามเข้ามายังในเมือง

ขณะที่ เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวว่า ค่อนข้างเป็นห่วงปัญหาภาวะเงินฝืดที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกร และผู้มีรายได้น้อยที่ประกอบอาชีพอิสระ อย่างพ่อค้า แม่ค้า ที่ค้าขายเกี่ยวโยงกับเกษตรกร

เศรษฐพุฒิ อธิบายว่า เงินฝืดที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่มาจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ติดลบติดต่อกันหลายเดือน เพราะเงินเฟ้อที่ติดลบมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดต่ำลงเป็นหลัก แต่ค่าแรงในไทยยังไม่ต่ำ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคก็ยังขยับขึ้น

แต่เงินฝืดที่จะเกิดขึ้นมาจากกำลังซื้อที่ลดลงของเกษตรกร

ทั้งนี้ ข้อกังวลของเศรษฐพุฒิน่าจะไม่เกินจริงไปนัก เพราะปีหน้าจะมีปัจจัยหลายอย่างที่บั่นทอนรายได้ของเกษตรกร ฉุดกำลังซื้อในชนบทให้ลดกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ปัจจัยแรกที่รู้กันอยู่ คือราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ตกต่ำ ฉุดราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกให้ตกต่ำไปด้วย ปัญหาภัยแล้งของไทยที่สาหัสขึ้น รวมไปถึงหนี้ครัวเรือนที่ไม่ได้ลดลงเลยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา และยังไม่เห็นแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมของรัฐบาลด้วย จะมีก็เพียงการเติมปริมาณหนี้ครัวเรือนให้เพิ่มขึ้นอีก ด้วยการออกมาตรการหักลดหย่อนภาษี 20% ของมูลค่าบ้านเพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนซื้อบ้านเพิ่มขึ้น และยังให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ออกสินเชื่อผ่อนปรนเพื่อปล่อยกู้ให้ผู้ที่ถูกธนาคารพาณิชย์ปฏิเสธสินเชื่อ สามารถมาใช้เงินกู้จาก ธอส.ได้

เพราะฉะนั้น แนวโน้มหนี้ครัวเรือนที่ปัจจุบันมีสัดส่วน 82% ของจีดีพี ก็อาจจะเพิ่มขึ้นอีก มีการประเมินว่าปี 2559 อาจจะขึ้นไปอยู่ที่ 85% ของจีดีพีได้

เมื่อดูรูปการณ์ทั้งหมดแล้ว ผนวกกับยังไม่เห็นทิศทางการฟื้นตัวที่ชัดเจนของเศรษฐกิจไทย ก็มีแนวโน้มว่าภาวะเงินฝืดกำลังคืบคลานเข้าสู่กลุ่มเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย และจะเห็นได้ชัดขึ้นในระยะ
ไม่นานนี้

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาภาวะเงินฝืดในกลุ่มเกษตรกร รัฐบาลคงต้องเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้ระยะเวลา และกล้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เพราะหากเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเติมเงินให้เกษตรกร ทั้งการแจกโดยตรง การแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร หรือผ่านโครงการทาสีรั้ว ซ่อมถนน เหมือนที่ผ่านมาแล้ว นอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว ยังจะทำให้เงินที่ใส่ลงไปวูบหายไปโดยไม่ทำให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง เท่ากับสิ้นเปลืองงบประมาณที่มีอยู่น้อยนิดอยู่แล้ว

การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ว่า คือต้องให้เกษตรกรหยุดพึ่งพิงรายได้จากพืชผลการเกษตร ทั้งการลดพื้นที่เพาะปลูก การพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม การปฏิรูปการศึกษา และการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อให้เกษตรกรหรือผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมหรือการผลิตที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น สร้างรายได้มากขึ้น

หากไม่เร่งทำ ก็มีโอกาสที่เกษตรกรไทยที่มีรายได้น้อยจะจมปลักกับคุณภาพชีวิตที่แย่ลง และส่งผลกระทบมาถึงระบบเศรษฐกิจ ทำให้จีดีพีที่โตต่ำอยู่แล้ว โตต่ำต่อไป โตแบบช้าๆ ไปเรื่อยๆ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่สามารถสร้างรายได้ หรือสร้างผลผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มเพื่อให้รายได้สูงขึ้นได้

และจะยังทำให้ไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หรือถึงขั้นถดถอยได้ ซึ่งจะยิ่งทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจย่ำแย่ต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท