posttoday
‘ทหาร-ต่างชาติ’ขีดกรอบ ศก.พม่าหลังเลือกตั้งไม่พลิกโฉม

‘ทหาร-ต่างชาติ’ขีดกรอบ ศก.พม่าหลังเลือกตั้งไม่พลิกโฉม

11 พฤศจิกายน 2558

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

กลายเป็นหนังม้วนยาวไปแล้วสำหรับการเลือกตั้งเมียนมา ที่อาจไม่ได้จบลงแค่ผลการนับคะแนนเสียงเหมือนในหลายประเทศทั่วโลก

เพราะนอกจากกระบวนการนับคะแนนและตรวจสอบการทุจริตอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมียนมาที่กินยาวนานหลายเดือนแล้ว รัฐธรรมนูญเมียนมายังให้สัดส่วนทหารแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาถึง 25% ให้อำนาจ ผบ.สส.เป็นผู้แต่งตั้งรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญๆ และยังเปิดช่องให้กองทัพเมียนมา หรือทัตมาดอว์ สามารถยึดอำนาจได้โดยไม่มีบทลงโทษเอาผิดย้อนหลังได้ด้วย

จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาคธุรกิจบางส่วนทั้งในและนอกเมียนมา จะแสดงความกังวลถึงภาวะสุญญากาศและเซอร์ไพรส์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในช่วงหลายเดือนนี้ ก่อนที่ กกต.เมียนมาจะมีการกำหนดประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแบบเบ็ดเสร็จทุกกระบวนการ ภายในเดือน มี.ค.ปีหน้า

ทว่า หากจะถามถึงความเปลี่ยนอย่างพลิกโฉมสำหรับเศรษฐกิจและการลงทุนเมียนมาหลังจากนี้ คำตอบอาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก ไม่ว่าผู้ที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลใหม่จะยังคงเป็นฝ่ายทหาร หรือจะเป็นฝ่ายค้านของอองซานซูจีก็ตาม

ประการแรก เป็นเพราะรัฐบาลยุคของประธานาธิบดี เต็งเส่ง ได้ขีดกรอบการปฏิรูปเศรษฐกิจและการลงทุนในเส้นทางตลาดเสรีไว้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว และยากที่จะหันหัวเปลี่ยนทิศไปได้

แม้ว่ารัฐบาลเต็งเส่งอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องทางการเมือง เพราะหันมาใช้นโยบายกำปั้นเหล็กมากขึ้นแทน จากเดิมที่เคยผ่อนคลายในช่วงแรกๆ หลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2010 และการเลือกตั้งซ่อมในปี 2012 ทั้งการกวาดจับกุมนักโทษการเมือง และการลงดาบ ธูราฉ่วยมานน์ อดีต ผบ.สส.และประธานรัฐสภา โทษฐานไปคบค้ากับซูจีอย่างออกนอกหน้ามากเกินไป แต่สำหรับในด้านเศรษฐกิจแล้ว นี่คือการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด และเป็นความชอบธรรมที่สุดอย่างหนึ่งที่ยุคของเต็งเส่งสร้างขึ้นมา

นับตั้งแต่ได้รับการผ่อนปรนการคว่ำบาตรเมื่อปี 2013 เม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกได้หลั่งไหลมายังเมียนมาอย่างต่อเนื่อง จากการประเมินของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจ
เมียนมาจะขยายตัวได้ถึง 8.3% ในปีงบประมาณ 2015-2016 ซึ่งเป็นผลจากการเปิดประเทศต้อนรับนักลงทุนต่างชาติเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา และขับเคลื่อนโดยการลงทุนด้านพลังงาน เหมืองแร่ และอุตสาหกรรมการเกษตรเป็นหลัก

เมียนมายังสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ได้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยเอฟดีไอทะยานขึ้นไปถึง 8,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.83 แสนล้านบาท) ในปีที่แล้ว หรือสูงขึ้นถึง 25 เท่า จากตัวเลขก่อนเปิดประเทศเมื่อปี 2009-2010 ซึ่งอยู่ที่ 329.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.15 หมื่นล้านบาท) เท่านั้น

ที่สำคัญก็คือ แม้ว่าความมั่งคั่งจากการเปิดประเทศจะยังกระจุกตัวที่เอกชนรายใหญ่แค่บางรายและกลุ่มทหาร-นักการเมือง แต่ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่า เม็ดเงินก็เริ่มกระจายไปสู่ประชาชนอย่างช้าๆ รายได้ต่อหัวของประชากรเมียนมา

นอกจากนี้ รัฐบาลเต็งเส่งยังพยายามปรับเปลี่ยนลักษณะการดำเนินธุรกิจในเมียนมา จากเดิมที่เน้นให้สัมปทานเป็นบางรายเป็นธุรกิจ และเอื้อประโยชน์ต่อคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น ก็พยายามเปิดให้ประโยชน์จากการลงทุนไปถึงมือประชาชนมากขึ้น เช่น การเปิดตลาดโทรคมนาคมให้บริษัทเทเลนอร์ จากนอร์เวย์ และบริษัทออเรดู จากกาตาร์ เข้ามาดำเนินธุรกิจโทรศัพท์มือถือและโครงข่ายในเมียนมาซึ่งมีประชากรกว่า 50 ล้านคน และคาดว่าธุรกิจโทรคมนาคมจะขยายตัวถึง 46.9% ในปีนี้

นอกจากนี้ ยังมีการการปรับแผนพลังงาน จากเดิมที่เน้นเปิดสัมปทานให้ต่างชาติเข้ามาขุดเจาะและผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลัก ก็ได้ประกาศปรับสมดุลโดยลดสัดส่วนการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เพื่อเพิ่มการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น ตอบโจทย์ทั้งนักลงทุนรายใหญ่ที่ต้องการความมั่นคงทางพลังงาน และชาวบ้านที่ต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นในขณะที่เมืองกำลังขยายตัว

บริษัท มิซซิมา มีเดีย กรุ๊ป ในเมียนมา ได้สำรวจความเห็นของกลุ่มตัวอย่างชาวเมียนมา 71% และชาวต่างชาติ 31% ทั้งที่อยู่ในเขตเมืองและชนบท เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่า ในจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่เชื่อว่าประเทศกำลังเดินมาถูกทางแล้วนั้น 42% มองว่าพัฒนาการด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ คือสิ่งที่ชัดเจนมากที่สุด โดยมีเรื่องพัฒนาการด้านประชาธิปไตยรองลงมาในสัดส่วน 16%

ก่อนหน้านี้ มีรายงานในวอลสตรีท เจอร์นัล ว่า ภาคเอกชนและนักการทูตบางรายแสดงความเป็นห่วงหากอองซานซูจีตั้งรัฐบาล เพราะแม้จะประกาศว่าส่งเสริมเศรษฐกิจตามระบบตลาดเสรีและพร้อมรับการลงทุน แต่แนวคิดและท่าทีบางอย่างในช่วงที่ผ่านมาของแกนนำพรรคฝ่ายค้านไม่ได้ไปด้วยกันกับภาคเอกชนมากนัก อีกทั้งยังกังวลเรื่องที่ซูจีไม่มีประสบการณ์ในการบริหารเรื่องเศรษฐกิจมาก่อน

แต่แม้ว่าที่สุดแล้วพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของอองซานซูจี อาจจะได้จัดตั้งรัฐบาลและมีอำนาจในการกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจ แรงกดดันกลายๆ ของรัฐบาลชุดก่อนท่ามกลางการจับตาจากทั่วโลก ก็อาจทำให้ซูจีไม่สามารถดำเนินนโยบายที่สวนทางกับระบบตลาดเสรีได้มากนัก

ประการต่อมาที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ “แรงกดดันจากต่างชาติ” ทั้งฟากตะวันตกที่สนับสนุนประชาธิปไตยในเมียนมา หรือฟากเอเชียที่เป็นนักลงทุนรายใหญ่ในเมียนมาวันนี้

เพราะแรงสนับสนุนจากประชาคมโลกที่อองซานซูจีได้รับ ไม่ใช่เพียงแค่การสนับสนุนให้เกิดประชาธิปไตยและส่งเสริมหลักสิทธิมนุษยชนของชนกลุ่มน้อยในเมียนมาเพียงด้านเดียวเท่านั้น แต่ยังมาเป็นรูปแบบของ “แพ็กเกจ” ที่รวมเรื่องการค้าและการลงทุนในเมียนมาด้วย

เห็นได้ชัดเจนที่สุดจากการเดินทางเยือนเมียนมา ของประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ เมื่อปลายปี 2012 ที่ไม่ได้ไปเดี่ยวพร้อมทีมทำเนียบขาว เพื่อพบและสนับสนุนอองซานซูจีเท่านั้น แต่ยังขนคณะนักธุรกิจชั้นนำจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศกว่า 50 คน อาทิ เชฟรอน/เจนเนอรัล มอเตอร์ส/ทาร์เก็ต/โคโนโคฟิลิปส์/แคเทอร์พิลลาร์/เจนเนอรัล อิเล็กทริค อินเตอร์เนชันนัล และอีเบย์ เข้าไปพร้อมกันด้วย เพื่อร่วมหารือกับรัฐบาลกรุงเนย์ปิดอว์ และคณะนักธุรกิจรายใหญ่จากฝั่งเมียนมาเช่นกัน พร้อมผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร เปิดทางให้สหรัฐเข้าไปร่วมลงทุนในเมียนมาได้มากขึ้น    

ในฝั่งภาคเอกชนนั้น สุนิล เซท ผู้จัดการประจำประเทศเมียนมาของบริษัท ทาทา กรุ๊ป จากอินเดีย ให้ความเห็นผ่านเมียนมาไทมส์ โดยแสดงความมั่นใจว่า กระบวนการปฏิรูปต่างๆ ในเมียนมาจะไม่ถอยหลังกลับอย่างแน่นอน ไม่ว่ารัฐบาลจากพรรคใดจะเข้ามาบริหารประเทศก็ตาม และจะมีการเปิดเสรีเพื่อมุ่งไปข้างหน้ามากยิ่งขึ้น โดยระหว่างที่รัฐบาลชุดใหม่จะสาบานตนรับตำแหน่งภายในเดือน มี.ค. 2016 จะยังคงมีการลงทุนจากต่างชาติหลั่งไหลมายังเมียนมาอีกอย่างแน่นอน

โฮอีกอร์ รองผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แสดงความเชื่อมั่นว่า หากพรรคเอ็นแอลดีได้เป็นรัฐบาลหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายประเทศ เชื่อว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับเศรษฐกิจเมียนมาที่จะฟื้นตัวดีขึ้นในปีหน้าหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท