
ปัญหารัฐวิสาหกิจฝังลึก ฟื้นฟูคืบยาก
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เป็นเวลา 1 ปีเต็มที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธาน ขึ้นมากำกับดูแลการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจไทยที่มีอยู่ 56 แห่ง มีทรัพย์สินรวมกันถึง 13 ล้านล้านบาท เท่ากับจีดีพีของประเทศ
การตั้งซูเปอร์บอร์ดถูกคาดหวังจะสามารถเข้ามาพลิกฟื้นรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และไม่สร้างภาระของประเทศจากการดำเนินงานที่เกิดความเสียหายจากทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ
อย่างไรก็ตาม การทำงานของซูเปอร์บอร์ดมุ่งไปที่การแก้ไขของรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาการทำงานที่อยู่ในอาการสาหัส 7 แห่ง เป็นวาระเร่งด่วน ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาระยะยาว คือ การตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ หรือซูเปอร์โฮลดิ้ง ขึ้นมากำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่สำคัญๆ ในระยะยาว
สำหรับรัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท การบินไทย บริษัท ทีโอที บริษัท กสท โทรคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์)
การฟื้นฟูโดยรวมพบว่ามีความคืบหน้าไม่มาก เพราะรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะทรงตัวเป็นส่วนใหญ่ มีไม่กี่แห่งอาการดีขึ้น และบางแห่งอาการแย่ลงกว่าเดิม ไม่สามารถทำตามแผนฟื้นฟูที่ซูเปอร์บอร์ด
เห็นชอบไว้
หากไล่เรียงแต่ละรัฐวิสาหกิจตั้งแต่บริษัท การบินไทย ที่เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมามีปัญหาขาดทุนรุนแรง ถึงขั้นขาดสภาพคล่อง แต่ก็สามารถแก้ปัญหามาได้อย่างหวุดหวิด ไม่ต้องให้คลังกู้เงินมาโปะเสริมสภาพคล่อง แต่การฟื้นฟูโดยรวมของบริษัทก็ยังอยู่ในภาวะที่ล่าช้า การหารายได้ตกต่ำ การตัดค่าใช้จ่ายส่วนเกินทำได้น้อย ผลประกอบการล่าสุดที่ออกมาก็ขาดทุนอีกจำนวนมาก
ด้านเอสเอ็มอีแบงก์และไอแบงก์ 2 แบงก์รัฐที่มีปัญหาหนี้เสียล้นแบงก์แห่งละ 4 หมื่นกว่าล้านบาท รวมกันร่วม 1 แสนล้านบาท ในส่วนของเอสเอ็มอีแบงก์ที่ตอนแรกอาการแย่กว่าไอแบงก์กลับแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า มีการแก้หนี้เสียได้รวดเร็ว พยายามเร่งปล่อยสินเชื่อใหม่ พร้อมไปกับการหาคนรับผิดชอบที่ทำให้แบงก์เกิดความเสียหายในช่วงที่ผ่านมา รวมไปถึงการปรับโครงสร้างการบริหารภายในให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เอสเอ็มอีแบงก์มีความก้าวหน้าในการฟื้นฟูมากที่สุดในบรรดารัฐวิสาหกิจ 7 แห่ง ทำให้ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้อนุมัติเงินเพิ่มทุนให้เอสเอ็มอีแบงก์ไปแล้ว 2,000 ล้านบาท แต่ก็ยังมีหนี้เสียอีกกว่า 3 หมื่นล้านบาท ให้คอยแก้ รวมถึงการวางรากฐานของแบงก์ใหม่เพื่อให้การดำเนินงานต่อไปไม่สร้างความเสียหายเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
ขณะที่ไอแบงก์ที่ตอนแรกอาการดูดีกว่าเอสเอ็มอีแบงก์ แต่พอยิ่งฟื้นฟูไปฐานะกลับดูไม่ดีขึ้น การปล่อยสินเชื่อไม่ขยายตัว หนี้เสียยังอยู่เท่าเดิม 50% ของหนี้ทั้งหมด การหาพันธมิตรใหม่ยังไม่ได้ การฟ้องร้อง
ผู้ที่ทำให้แบงก์เสียหายถึงครึ่งแสนล้านบาทล่าช้า ทำให้ไอแบงก์อยู่ในอาการน่าเป็นห่วงที่สุดในบรรดารัฐวิสาหกิจที่เข้าแผนฟื้นฟู
ด้าน รฟท.และ ขสมก. การดำเนินการตามแผนฟื้นฟูไม่คืบหน้าแต่ก็ไม่แย่ลง เพราะเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานานแก้ไขไม่ตก เช่น ในส่วนของ รฟท. การลงทุนล่าช้า การบริหารทรัพย์สินไม่มีประสิทธิภาพ ส่วน ขสมก. การแก้ไขการเดินรถก็ยังมีปัญหา การจัดซื้อจัดจ้างรถเอ็นจีวี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูก็ล้มแล้วล้มอีก ส่วนการล้างหนี้ของ รฟท.และ ขสมก. ที่ก่อนหน้านี้ทีมเศรษฐกิจเก่ารัฐบาลมีแผนออกกฎหมายพิเศษ กู้เงินล้างหนี้จำนำข้าวธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็จะมีการพ่วงหนี้ของทั้งสองแห่งเข้าไปด้วย เพื่อให้ รฟท.และ ขสมก.มีฐานะการเงินที่เข้มแข็ง กลายเป็นบริษัทที่มีฐานะดีเดินหน้าเริ่มต้นใหม่ แต่ก็ถูกตีตกโดยทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาล
สุดท้าย บริษัท ทีโอที และบริษัท กสทฯ ที่การฟื้นฟูที่ผ่านมาเงียบมาก เพราะการแก้ไขปัญหาแสนยาก ทั้งปัญหาการบริหารภายใน และปัญหาข้อกฎหมายที่ซับซ้อนมีการฟ้องร้องกันมาระหว่างเอกชนจำนวนมาก รวมถึงล่าสุดมีปัญหากับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เรื่องการประมูลคลื่นความถี่รอบใหม่ ยังไม่ต้องพูดถึงการแก้ไขปัญหาทั้งสองแห่งด้วยการควบรวม เพราะมีธุรกิจที่คล้ายกัน เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่แม้แต่ซูเปอร์บอร์ดยังไม่กล้านำมาคิดตอนนี้ เพราะจะเกิดแรงกระเพื่อมต่อต้านจากพนักงาน ทำให้ปัญหาเก่าไม่ได้แก้ ปัญหาใหม่เข้ามาให้ปวดหัวอีก
ปัญหาการฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่ง ถูกรายงานในการประชุมซูเปอร์บอร์ดล่าสุดก็ยังพบว่ายังวนเวียนกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่ไม่มีทางเลือกที่ต้องเดินหน้าต่อ โดยกระทรวงการคลังพยายามเร่งฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจดังกล่าว โดยใช้จุดแข็งของซูเปอร์บอร์ด ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ นั่งเป็นประธาน ซึ่งมีบุคลิกเด็ดเดี่ยวเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหา และให้ความเชื่อถือข้อมูลที่ได้รายงานจากคณะทำงานของซูเปอร์บอร์ด เป็นผู้ตัดสินใจทุบโต๊ะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้เดินหน้าไปอย่างต่อเนื่องรวดเร็วมากขึ้น เพราะการแก้ไขได้ช้าดีกว่าไม่คืบหน้า เพราะปัญหาฝังรากลึกมานาน
ในขณะที่การแก้ไขปัญหาระยะยาวของรัฐวิสาหกิจ ก็มีความพยายามเร่งเครื่องกันยกใหญ่ โดยการออก พ.ร.บ.การบริหารรัฐวิสาหกิจ โดยยกฐานะซูเปอร์บอร์ดให้มีกฎหมายรองรับอย่างเป็นทางการ สาน
การบริหารรัฐวิสาหกิจต่อ โดยรัฐวิสาหกิจส่วนหนึ่งจะถูกดูแลโดยกระทรวงการคลัง และอีกส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้ซูเปอร์โฮลดิ้ง เพื่อมารับไม้ต่อการบริหารและฟื้นฟูที่ไม่สามารถแก้ได้เบ็ดเสร็จใน 1-2 ปี ในช่วงเวลาที่เหลือของรัฐบาล หากไม่ผลักดันส่วนนี้มารับไม้ต่อการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจเฉพาะหน้าได้ การฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจที่ผ่านมาก็อาจจะเสียของ







