
ตำนานความขัดแย้งในวงการสาธารณสุข (11)
ตำนานความขัดแย้งในวงการสาธารณสุข (11) นอกจากความขัดแย้งที่เกิดจากนโยบายและแนวทาง “เพื่อชาวชนบท”
นอกจากความขัดแย้งที่เกิดจากนโยบายและแนวทาง “เพื่อชาวชนบท” แล้ว ขบวนการแพทย์ชนบทยังเป็นตัวการจุดประกายทำให้เกิดความขัดแย้งจากเหตุสำคัญอีก 2 เรื่อง คือ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น และการต่อสู้กับการทำลายระบบคุณธรรมในกระทรวงสาธารณสุข
เรื่องแรกที่เป็นเรื่องครึกโครมคือการออกมาคัดค้านการย้ายข้าราชการระดับสูง 2 คน คือ นพ.มรกต กรเกษม เลขาธิการ อย. และ นพ.ประยูร กุนาศล อธิบดีกรมควบคุมโรคติดต่อ
ผู้ที่ออกมาจุดประกายการต่อสู้คัดค้านคนสำคัญ คือ นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ และ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ทั้งคู่เป็นอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบทที่เพิ่งย้ายเข้ามาทำงานในส่วนกลางไม่นานนัก เหตุเกิดในขณะดำรงตำแหน่งในกระทรวงสาธารณสุขในช่วงรัฐบาลขณะนั้น ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่าง 23 ก.ย. 2535-13 ก.ค. 2538
นพ.มรกต ถูกย้ายเพราะไม่สนองนโยบาย “รัฐมนตรี” ที่เรียกไปพบบอกให้ทราบว่ารัฐมนตรีต้องมีค่าใช้จ่ายวันละสองแสน “จะทำอะไรก็ทำเสีย” แต่ นพ.มรกต ไม่ทำ
ส่วน นพ.ประยูร ถูกย้ายเพราะรัฐมนตรีมีนโยบายให้จัดซื้อสารกำจัดลูกน้ำยุงลาย เพื่อแก้ปัญหาไข้เลือดออก ชื่อ “ลาวิคอสต์” (Lavicost) วงเงิน 80 ล้านบาท นพ.ประยูร เป็นนักวิชาการ รู้ว่าสารเคมีที่ใช้กำจัดลูกน้ำยุงลายที่ใช้ได้ผลดี และใช้กันอย่างกว้างขวางทั่วโลกคือทรายอะเบต ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าลูกน้ำยุงลายยาวนานถึง 3 เดือน และราคาถูกกว่ามาก ส่วนลาวิคอสต์มีฤทธิ์แค่ 1 สัปดาห์ และราคาแพงกว่ามาก
นอกจากนั้น ลาวิคอสต์ยังใช้กำจัด “ยุงรำคาญ” เป็นหลัก โดยใช้ในแหล่งน้ำสาธารณะ เช่น หนองบึง ใช้ฆ่ายุงลายไม่ใคร่ได้ผล เพราะยุงลายมักวางไข่ในภาชนะในบ้านเรือน เช่น โอ่งน้ำ แจกันดอกไม้ ที่หล่อน้ำ ขาตู้กับข้าว และลาวิคอสต์ยังทำให้น้ำเป็นฝ้า ไม่เหมาะที่จะใช้ในโอ่งน้ำของชาวบ้านด้วย นพ.ประยูร จึงคัดค้าน และต่อมาก็ถูกย้าย
ขณะนั้น นพ.สุวิทย์ เป็นผู้อำนวยการกองวิชาการอยู่ที่ อย. ส่วน นพ.อำพล เป็นนายแพทย์ใหญ่อยู่ที่กรมควบคุมโรคติดต่อ ทั้งคู่จึงชักชวนกันวางแผนหาทางคัดค้านการโยกย้ายอันไม่เป็นธรรมนั้น
เริ่มจากมีการชักชวนคนไปลงชื่อให้กำลังใจผู้ถูกย้ายทั้งสองท่าน นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล และ นพ.ทรงกิจ อติวนิชยพงศ์ (ต่อมาเป็นนายแพทย์สาธารณสุข จ.สมุทรปราการ และเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว) ทั้งคู่เป็นอดีตกรรมการแพทย์ชนบทได้ชวนกันติดปลอกแขนสีดำไว้ทุกข์ไปลงชื่อที่กองระบาดวิทยา “ถิ่นเก่า” ของ นพ.ประยูร ซึ่งเคยเป็นผู้อำนวยการกองที่นั่น
ช่วงใกล้ๆ กันนั้นเอง มีการประชุมวิชาการประจำปีของกระทรวงสาธารณสุขที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นพ.มรกต ได้ไปแสดง “ปาฐกถาพิเศษ” เปิดโปงว่าถูกย้ายเพราะอะไร นพ.มรกต เตรียมการปาฐกถาอย่างดี มีการเขียนลำดับเหตุการณ์ ใช้ถ้อยคำสำนวนโวหารที่กินใจ มีคำขึ้นต้น ลงท้าย และเนื้อหาที่ยอดเยี่ยม ข้อสำคัญมีการซักซ้อมก่อนพูดจริง ด้วยลีลาและจังหวะจะโคนที่ “โดนใจ” ผู้ฟังอย่างยิ่ง หลายคนฟังแล้วสะเทือนใจถึงกับน้ำตาซึม บางคนร้องไห้
นอกจาก “สะกด” และ “ปลุกเร้า” ผู้ฟังแน่นห้องประชุมนับร้อยคนแล้วยังมีการอัดเทปแล้ว ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นำไปเผยแพร่ในรายการ “มองต่างมุม” ทางช่อง 11 ซึ่งกำลังเป็นรายการยอดฮิตในขณะนั้นด้วย
สื่อเผยแพร่ข่าวเรื่องนี้อย่างกว้างขวางติดต่อกันหลายวัน ต่อมารัฐบาลมีการปรับคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่เป็นต้นเหตุถูกปรับออก ได้รัฐมนตรีใหม่คือ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ซึ่งมีชื่อเสียงก่อนหน้านั้นไม่นานในฐานะ “วีรบุรุษประชาธิปไตย” ที่หาญกล้าเปลี่ยนชื่อนายกรัฐมนตรีจาก พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ ที่สภาผู้แทนราษฎรตกลงกันแล้ว เป็นอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้คนกรุงเทพฯ “เฮ” กันทั้งเมือง
นอกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแล้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็มีการปรับเปลี่ยนจาก 2 คน เป็นอีกคนคือ เตือนใจ นุอุปละ ซึ่งเป็นพยาบาลคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสาธารณสุข
ดร.อาทิตย์ ยุติปัญหาขัดแย้งครั้งนั้น โดยระงับการย้ายข้าราชการผู้ใหญ่ทั้งสองท่านนั้น นพ.มรกต ซึ่งประกาศศักดิ์ศรีด้วยการลาออก ถูกระงับใบลา และอยู่รับราชการในตำแหน่งเลขาธิการ อย. ต่อมาจนเกษียณอายุ
ช่วงที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ อย. นอกจากได้ชื่อว่าเป็นช่วงที่ อย. “สะอาด” มากแล้ว นพ.มรกต ยังมีผลงานสำคัญคือการสร้างระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ให้แก่งานคุ้มครองผู้บริโภคทุกจังหวัดทั่วประเทศ และที่สำคัญคือการกระจายอำนาจการขึ้นทะเบียน “อาหาร” บางชนิดให้จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ ท่ามกลางการคัดค้านจากคนใน อย.บางคนว่า จังหวัดทำไม่ได้ แต่ นพ.มรกต ก็ทำจนสำเร็จ
“อาหาร” ชนิดหนึ่งที่กระจายอำนาจให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขึ้นทะเบียนได้คือ “น้ำดื่ม” บรรจุขวด แต่ก่อนมีการผูกขาดเพียงไม่กี่เจ้า โดยส่วนใหญ่เป็น “ขวด” ขนาด 20 ลิตร ซึ่งดื่มกินลำบาก ราคาก็แพง ทั้งค่ามัดจำถังและราคาน้ำ หลังกระจายอำนาจให้จังหวัดไม่นาน ก็เกิดการแข่งขันกันทั่วประเทศ แก้ปัญหาการมีน้ำสะอาดเพื่อการบริโภคได้ทั้งยามปกติและยามฉุกเฉิน ราคาก็ถูกลงมาก
แต่ก่อน หลังน้ำท่วมหรือพิบัติภัยอื่นๆ จะมีอหิวาต์หรือโรคอุจจาระร่วงอย่างแรงระบาด แต่เพราะมีน้ำสะอาดบรรจุขวดแพร่หลายมาก ปัญหาดังกล่าวแทบไม่เกิดขึ้นอีกเลย เพราะระหว่างและหลังการเกิดพิบัติภัย จะมีการแจกน้ำขวดไปอย่างทั่วถึง นอกจากน้ำเพื่อการบริโภคไม่ขาดแคลน ยังอาจใช้น้ำเหล่านั้นในการล้างหน้า แปรงฟัน บ้วนปาก ล้างมือด้วย ปัญหาโรคจากน้ำไม่สะอาด (Water borne infection) จึงมีการควบคุมป้องกันได้ดีขึ้นมาก เช่น กรณีสึนามิ เมื่อปลายปี 2547 หรือเมื่อเกิดมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 เป็นต้น นักวิชาการควบคุมโรควิตกกันมากว่าจะมีการแพร่ระบาดของอหิวาต์หรือโรคอุจจาระร่วงอื่นๆ แต่พบเพียงประปรายเท่านั้น ไม่มีการระบาดใหญ่เลย







