posttoday
ข้อคิดดีๆ จาก มือปราบคอร์รัปชั่นอิเหนา

ข้อคิดดีๆ จาก มือปราบคอร์รัปชั่นอิเหนา

09 พฤศจิกายน 2558

โดย...พิษณุ พรหมจรรยา

โดย...พิษณุ พรหมจรรยา

เมื่อสองสัปดาห์ก่อนได้มีโอกาสเล่าถึงมุมมองของศาสตราจารย์ Robert Klitgaard จาก Claremont Graduate University ใน California ของสหรัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านคอร์รัปชั่นที่มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับโลก และมีผู้อ่านคอลัมน์คิดเป็นเห็นต่าง ซึ่งเป็นข้าราชการติดต่อมาหาผู้เขียน เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับนำไปพัฒนาแผนการป้องกันคอร์รัปชั่นภายในองค์กร ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดีและเป็นสัญญาณที่ดีมากๆ

นอกจากมุมมองที่น่าสนใจของศาสตราจารย์ Klitgaard แล้ว ผมยังมีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับ Erry Riyana Hardjapamekas อดีต First Commissioner ของ Corruption Eradication Commission (KPK) ของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นองค์กรที่เปรียบเสมือน ป.ป.ช. ของบ้านเรา จึงอยากนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ที่ได้ฟังจากนักต่อสู้คอร์รัปชั่นของประเทศเพื่อนบ้านท่านนี้มาแบ่งปัน

เมื่อเทียบความรุนแรงของสถานการณ์คอร์รัปชั่นของประเทศอินโดนีเซียกับของไทยเราแล้ว อาจจะดูว่าของเขายังหนักหนากว่าเรา ดูได้จากดัชนี Corruption Perception Index (CPI) ในปี 2014 อินโดนีเซียได้ 34 คะแนน จัดอยู่ในอันดับที่ 107 ในขณะที่ไทยได้ 38 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 85 แต่เมื่อดูจาก CPI ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าอันดับของอินโดนีเซียขยับดีขึ้นจาก 133 ในปี 2004 มาเป็น 118 ในปี 2012 และเป็น 114 ในปี 2013 ในขณะที่ของไทยเราขยับลดลงจากอันดับที่ 64 ในปี 2014 มาเป็น 88 ในปี  2012 และลดฮวบลงไปเป็นอันดับที่ 102 ในปี 2013 ในขณะที่อันดับของไทยเรามีแนวโน้มแย่ลงเรื่อยๆ แต่ของเขากลับค่อยๆ ไต่อันดับดีขึ้นเรื่อยๆ

Erry ได้เล่าถึงสถานการณ์การป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่นในประเทศอินโดนีเซียว่า ถึงแม้จะมีความคืบหน้าดีขึ้น แต่ก็ถือว่าค่อนข้างช้า เขาบอกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่ความคืบหน้ามากหรือน้อย แต่อยู่ที่ความสม่ำเสมอในการดำเนินการเพื่อให้เกิดความยั่งยืนมากกว่า เพราะการต่อสู้กับคอร์รัปชั่นเป็นเหมือนการเดินทางไกลที่ต้องอาศัยเวลาและความแน่วแน่ ไม่มียาวิเศษใดๆ ที่จะมาจัดการปัญหาคอร์รัปชั่นให้หายวับไปกับตาได้

การที่ปัญหาคอร์รัปชั่นของอินโดนีเซียมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ Erry บอกว่ามาจากความเอาจริงเอาจังของหัวหน้ารัฐบาล การทำหน้าที่ของ KPK เอง แต่เขาก็ยอมรับปัญหาการคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาใหญ่ที่ฝังรากลึก ถ้ายังจัดการเรื่องใหญ่ไม่ได้ก็จัดการเรื่องรองๆ ลงมาก่อน ค่อยๆ เก็บสะสมแต้มไปเรื่อยๆ

อุปสรรคสำคัญของการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในอินโดนีเซียก็คือ แทนที่เมื่อผู้ทุจริตคอร์รัปชั่นเห็นการจับปลาใหญ่แล้วจะกลับตัวกลับใจ แต่กลับหัวกันต่อสู้กับ KPK โดยอาศัยอิทธิพลทางการเมืองในสภาและกระบวนการทางกฎหมายแทน โดยในปัจจุบันมีคดีซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลถึง 37 คดีที่เป็นอุทธรณ์ว่ากฎหมายของ KPK เข้มเกินไปและกระทบต่อสิทธิมนุษยชน ฯลฯ ในปัจจุบัน สส.ในสภาของอินโดนีเซียก็กำลังมีแนวคิดที่จะแก้กฎหมายเพื่อลดอำนาจของ KPK ลง นอกจากนี้ ก็ยังมีความพยายามจากฝ่ายการเมืองเพื่อแทรกแซงกระบวนการแต่งตั้งกรรมการ KPK เพื่อให้ได้คนที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับตนและพวกพ้อง

แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายดังกล่าว แต่ KPK ได้ทำในสิ่งที่จะได้ใจและแรงเชียร์จากประชาชนและสื่อมวลชนก็คือ

1.ทำหน้าที่อย่างโปร่งใส เมื่อมีความคาดหวังจากสาธารณชนที่เกินกว่าที่ KPK จะปฏิบัติได้ ก็ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ทำได้ก็ต้องบอกออกมาให้ชัดเจนว่าทำได้และจะทำ โดยทุกเรื่องที่ทำหรือไม่ทำต้องสามารถอธิบายและตอบคำถามของสาธารณชนได้อย่างชัดเจนและโปร่งใส

2.การพบปะกับสื่อมวลชนอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการขอคำปรึกษาจาก NGO นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นที่นับถือของสังคมในด้านต่างๆ เป็นประจำ นอกจากนี้ KPK ยังออกสื่อ ทั้งทีวี วิทยุ และอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับเรื่องของความโปร่งใส สิ่งที่ได้ทำลงไปแล้วและกำลังจะทำ สิ่งที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ สิ่งที่ทำไม่สำเร็จ และสาเหตุที่ทำให้สำเร็จหรือล้มเหลว เขาเน้นว่าการสื่อสารอย่างโปร่งใสเป็นวิธีที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการที่จะทำให้สาธารณชนศรัทธาในการทำหน้าที่ของ KPK

ในตอนท้ายของการสนทนาวันนั้น Erry ได้ฝากข้อคิดที่น่าสนใจให้กับผู้นำภาคธุรกิจของไทย เกี่ยวกับเรื่องของการต่อต้านคอร์รัปชั่นเอาไว้ 3 ประเด็นดังนี้

1.การกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance) หรือ CG เป็นกระแสของอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าภาคเอกชนสามารถปรับปรุงระดับ CG ให้เข้มแข็งขึ้น ก็จะเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้ภาครัฐต้องปรับปรุงการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Public Governance) ตามไปด้วย

2.ภาคเอกชนมีทรัพยากรด้านต่างๆ รวมถึงทุนและโครงการประเภท CSR มากมาย ถ้าหากสามารถรวมตัวกันติดก็สามารถดำเนินโครงการ หรือร่วมกันสร้างแรงกดดันให้ภาครัฐมีการปรับปรุงการกำกับดูแลกิจการที่ดีขึ้นได้

3.CG ทำให้การบริหารธุรกิจและการตั้งราคาสินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ลูกค้าและคู่ค้าพอใจและอยากสนับสนุนการดำเนินการเพื่อต่อต้านการทุจริตของบริษัทมากขึ้น

Erry บอกว่า การจัดการปัญหาคอร์รัปชั่นให้ได้ผลก็คือทุกฝ่ายต้องร่วมมือร่วมใจกัน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่มีส่วนสำคัญอย่างมาก ซึ่งในแง่นี้เขายอมรับว่าอินโดนีเซียยังไม่เข้มแข็งเท่ากับไทย เพราะภาคเอกชนในอินโดนีเซียยังรวมตัวกันไม่ติด จึงยังไม่เกิด Collective Action แบบ CAC ของไทย แต่จากความประทับใจในความแข็งขันของภาคเอกชนไทยที่เขาได้เห็น Erry บอกว่าจะนำแบบอย่างของ CAC ไปพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นในประเทศอินโดนีเซียบ้าง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท