posttoday
หนึ่งเม็ดเพชรน้ำเอก

หนึ่งเม็ดเพชรน้ำเอก

08 พฤศจิกายน 2558

เรื่องราวอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ทั้งหลายที่แฝงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์มีอิทธิฤทธิ์สารพัด สร้างความแปลกประหลาดให้กับผู้ศรัทธา

โดย...เอกชัย จั่นทอง

เรื่องราวอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ทั้งหลายที่แฝงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์มีอิทธิฤทธิ์สารพัด สร้างความแปลกประหลาดให้กับผู้ศรัทธาในผ้าเหลืองมานักต่อนัก เช่น หลวงปู่แหวน เจ้าคุณนรฯ หลวงปู่มั่น หลวงพ่อผาง หลวงพ่อโชติ หลวงพ่อเกษม เป็นต้น นักสะสมพระเครื่องคงทราบเรื่องราวลี้ลับชวนหลงใหลเหล่านี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มนักสะสมที่ชอบทางอิทธิวัตถุ

เหนือฟ้าย่อมมีฟ้า เหนืออื่นใดยังมีเพชรเม็ดงามที่รอการเจียระไน เมื่อถึงเวลาแสงไฟจะสาดส่องให้เห็น เพชรเม็ดนั้นเปรียบเหมือนเพชรไม่ได้ขนาดหรือถูกมองข้ามไป แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือเพชรแท้ยอดน้ำเอก มีพระสงฆ์จำนวนไม่น้อยที่อาจถูกมองข้ามไป ด้วยกิจวัตรและการปฏิบัติธรรมที่มักชอบปลีกวิเวกไม่โอภาปราศรัยกับใครมากนัก เน้นเดินป่านั่งสมาธิฝึกจิตเสียส่วนใหญ่ แต่เพชรนี้ที่กล่าวมาข้างต้นคือ พระอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม หรือบรรดาลูกศิษย์ลูกหาเรียกติดปาก “หลวงปู่ตื้อ”

หลวงปู่ตื้อ มักเที่ยวธุดงค์กัมมัฏฐานกับพระอาจารย์มั่น แสวงหาไปทุกหนแห่งทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เป็นเวลานานกว่า 57 พรรษา เล่าย้อนไปช่วงออกบวชของหลวงปู่ตื้อ ครั้นเมื่ออายุ 21 ปี ท่านได้ฝันก่อนจะบวชว่า มีชีปะขาวมาหาท่าน 2 คน คนหนึ่งแบกครกหิน อีกคนหนึ่งแบกสากหิน เมื่อมาหยุดอยู่ตรงหน้าท่านแล้ว คนที่แบกครกก็วางครกหินลง คนที่ถือสากก็เช่นกัน ชีปะขาวคนหนึ่งบอกว่า ได้หนูแกยกสากหินอันนี้ออกจากครกนี้ได้ไหม ท่านตอบไปว่า สากเรือนขนาดพอดี ผมแบกคนเดียวได้ ว่าแล้วท่านก็เดินไปพยายามยกสากหินนั้นออกจากครกถึง 2 ครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ

จนถึงครั้งที่ 3 ท่านจึงสามารถเอาออกและยกขึ้นมาได้ แล้วท่านก็ได้ตำไปตำมาเกิดมีข้าวเปลือกตกลงมา ท่านจึงตำข้าวเปลือกจนกลายเป็นข้าวสาร จากนั้นชีปะขาวทั้งสองก็หายตัวไปอย่างลึกลับ แล้วมีพระอริยเจ้า 2 องค์ มาปรากฏกายอยู่ตรงหน้าหลวงปู่ตื้อ ก่อนจะพูดว่า “ไอ้หนูคนนี้มันมีกำลังแข็งแรงมาก” แล้วพระอริยเจ้าทั้งสององค์ก็หายไปเช่นกัน ท่านจึงได้สะดุ้งตื่นขึ้น ความฝันในคืนนั้นทำให้ตลอดทั้งวันนึกคิดแต่เรื่องความฝัน เมื่อทานอาหารมือเย็นเสร็จ พ่อท่านก็เอ่ยปากขึ้นว่า ปู่จารย์สิมได้มาขอให้ลูกไปหาในคืนนี้ให้ได้ มีเรื่องจะปรึกษา ในตอนนั้นหลวงปู่ได้บรรยายถึงความนึกคิดของท่านในสมัยนั้น ท่านคิดว่า “ปู่จารย์สิมคงจะมาขอเอาเราไปเป็นลูกเขยของแกแน่ๆ ถึงอย่างไรก็ตาม เราจะไม่เป็นลูกเขยของแกเด็ดขาด”

เนื่องจากช่วงเวลานั้นท่านยังไม่คิดจะมีลูกเมีย สุดท้ายท่านก็ออกจากบ้านมุ่งหน้าไปหาปู่จารย์สิมในคืนวันนั้น กระทั่งถึงบันไดบ้านลูกสาวของปู่จารย์สิมบอกว่า “พ่อๆ พี่ตื้อมาแล้ว” ท่านหลวงปู่ก็ตกใจเมื่อยิน นึกในใจคงไม่แคล้วแต่ก็ต้องตัดสินใจขึ้นไปบนเรือน  จากนั้นปู่จารย์สิมก็เปิดประตูห้องนอนกวักมือเรียกให้ท่านเข้าไปหาเพื่อพูดคุยกันภายในห้องนอน และเห็นขันข้าวตอกดอกไม้ ผ้าไตร 2 ไตร พร้อมบาตรอีก 1 ลูก แล้วปู่จารย์สิมก็หยิบขันดอกไม้นั้นมายื่นให้ท่านรับไว้ แล้วปู่จารย์ก็บอกขึ้นว่า

“เดี๋ยวนี้พ่อปู่ก็ได้เตรียมผ้าไตรกับบาตรไว้พร้อมแล้ว แต่คนจะบวชให้ยังไม่มี เห็นมีแต่หลานผู้เดียวเท่านั้น จึงขอให้หลานบวชสักหนึ่งพรรษา หรือถึงจะไม่ครบพรรษาก็ขอให้ได้สัก 7 วัน ก็ยังดี” หลวงปู่ตื้อจึงตอบปากรับคำปู่จารย์สิมว่าจะบวชให้ แต่ขอกลับบ้านไปเล่าให้พ่อแม่ฟังก่อน เมื่อบอกแล้วจึงได้รับอนุญาตให้บวช จึงเข้ามาวัดตั้งแต่เวลานั้นและอยู่เป็นภิกษุครบ 7 วัน ปู่จารย์สิมก็มาหาท่านอาจารย์ที่วัดแล้วถามถึงเรื่องว่าสึกหรือไม่ ถ้าสึกปู่จะหาเสื้อผ้ามาเตรียมไว้ ท่านก็สองจิตสองใจ กลัวชาวบ้านจะนินทาเรียกว่าไอ้ทิด 7 วัน ก่อนตัดสินใจ บอกปู่จารย์ว่า “ยังไม่อยากสึก ขออยู่ไปก่อนรอให้ออกพรรษาก่อน บวชต่อมาจนครบพรรษา ท่านหัดท่องตำราสวดมนต์จนขึ้นใจ คล้อยหลังออกพรรษาได้เดือนเศษ ปู่จารย์สิมมาหาท่านถามว่าสึกไหม ท่านก็ทำเฉย เพราะรู้สึกว่าใจคอสบายดี

ต่อมาไม่นาน ท่านก็เดินทางจากบ้านข่าไปเรียนหนังสือต่อที่เมืองท้าวอุเทน ท่านเดินเท้าไปใช้เวลาสองวันสองคืนเต็ม มุมานะเดินไปจนถึงเพื่อที่จะได้ศึกษาพระธรรมวินัย เพราะสมัยนั้นการศึกษาทางภาคอีสานยังไม่เจริญ ถ้าใครต้องการไปเรียนต้องเข้าไปที่ในตัวอำเภอเท่านั้น

จากข้อมูลหลวงปู่ตื้อเล่าให้ฟังว่า ได้เรียนกับอาจารย์ครูคาร ถึง 4 ปีเต็ม จบแล้วจึงกลับมาบ้านข่าได้เพียง 3 วัน ก็เข้าไปศึกษาต่อที่กรุงเทพมหานคร เพราะคิดว่าจะต้องได้เป็นมหาเปรียญ 9 ประโยค จึงชวนเพื่อนพระภิกษุอีกรูปหนึ่งมาเรียนต่อ แต่ระหว่างเดินทางมาถึง จ.อุดรธานี พระรูปนั้นกลับใจไม่คิดอยากไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพมหานคร เพราะคิดถึงบ้าน หลวงปู่ตื้อพยายามหว่านล้อมก็ไร้ผล สุดท้ายรั้งไว้ ไม่อยู่ จึงยอมให้เพื่อนกลับไป แต่ก็ต้องกลับไปส่งพระรูปนั้นด้วยเพราะไม่กล้ากลับคนเดียวกลัวอันตรายระหว่างทาง ที่สุดถึง อ.หนองหาร จึงได้เดินทางกลับมาที่ จ.อุดรธานีอีก เมื่อถึงหลวงปู่ตื้อกลับเปลี่ยนใจใหม่อยากออกกัมมัฏฐาน ท่านจึงได้เดินทางจาก จ.อุดรธานี มุ่งหน้า จ.หนองคาย ข้ามไปเวียงจันทน์ ปฏิบัติธรรม อยู่ที่นั่นนานหลายเดือน ก่อนออกจากเวียงจันทน์ไปเมืองหลวง พระบาง เมืองกาสี ท่านได้เดินธุดงค์เกือบทั่วประเทศลาว

จากนั้นท่านเดินธุดงค์กลับมาเข้า จ.น่าน แพร่ แล้วเดินกัมมัฏฐานมาทาง จ.เลย เนื่องจากทราบว่าหลวงปู่มั่นและพระอาจารย์เจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ มาพักอยู่ที่ จ.เชียงใหม่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท