
ผู้พิทักษ์พระศาสนา
ครั้งหนึ่งพระยาอนุมานราชธนนำคณะไปเยี่ยมนายพลออง ซาน (บิดาของนางอองซาน ซูจี) เมื่อปี 2491
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
ครั้งหนึ่งพระยาอนุมานราชธนนำคณะไปเยี่ยมนายพลออง ซาน (บิดาของนางอองซาน ซูจี) เมื่อปี 2491 ได้มีสุนทรพจน์กล่าวต้อนรับตอนหนึ่งมีใจความว่า “ดังที่ท่านๆ ทราบ พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติสยาม ซึ่งสยามก็ธำรงรักษาพระศาสนาอย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากพม่า ลังกา และกัมพูชาค่อยทยอยกันสิ้นเอกราช ประเทศสยามจึงดำรงสถานะเป็นพุทธศาสนูปถัมภกอย่างสมเกียรติ”
ในแถลงการณ์ภาษาอังกฤษนี้ นายพลออง ซาน ใช้คำว่า “Defender of the Buddhist Faith” ซึ่งก็คือคำว่า “พุทธศาสนูปถัมภก” แต่หากจะแปลให้โอ่อ่ากว่านี้สมควรเป็น “ผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนา”
ที่นายพลออง ซาน ยกย่องสยามถึงเพียงนี้ เพราะสยามเป็นประเทศเดียวที่เหลือธรรมราชา คือพระมหากษัตริย์ปกครองประเทศพุทธที่ยังเป็นเอกราช ทั้งพม่า ลังกา พุทธศาสนายังคงเจริญ เพียงแต่เจ้าเหนือหัวเป็นฝรั่งมิใช่ชาวพุทธ ทั้งยังทรงเป็นผู้พิทักษ์ศรัทธาในพระเป็นเจ้า (Fidei defensor)
ในช่วงหนึ่งที่เอเชียถูกภัยตะวันตกคุกคาม ธรรมิกราชของสยามเป็นความหวังเรืองรองของพวกขบวนการชาตินิยมในเอเชียเลยทีเดียว เพราะถือเป็นความภาคภูมิใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ยังเหลืออยู่
คำถามก็คือ พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงเป็นผู้พิทักษ์อย่างไร?
ครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงประกาศกฎพระสงฆ์ 10 ฉบับ เอาผิดอลัชชีด้วยโทษอาญา ตั้งแต่สึกออกมาประหารชีวิต เฆี่ยน จองจำ หรือไม่สึกก็จะลากตัวญาติโยมของพระมาลงโทษ โดยเฉพาะอาบัติปาราชิก คนผิดมีสิทธิถูกประหาร เครือญาติถูกโบยตี ที่ทรงคาดโทษถึงขนาดนี้ เพราะยุคนั้นพระศาสนาคลอนแคลนอย่างหนักหลังกรุงแตก
จะเห็นได้ว่า งานปกป้องพระศาสนา มิได้ปกป้องจากภัยคุกคามของศาสนาอื่น แต่ปกป้องจากความเสื่อมที่เกิดขึ้นภายใน หากพลิกข้อมูลประวัติศาสตร์ ยิ่งชัดเจนว่า แทบจะไม่มีการป้องปรามศาสนาอื่น มีแต่การชำระพระธรรม กำจัดคนชั่วไปจากพระศาสนา
เหมือนคนที่มีภูมิคุ้มกันดี ไม่จำเป็นต้องพะวงกับพิษภัยอะไรต่อร่างกายมากนัก ฉันใดก็ฉันนั้น
เมื่อครั้งงานบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปบูชาพระแก้วมรกต แล้วทรงประกาศว่า ณ บัดนี้ ได้ทรงผ่านพิภพสืบราชสมบัติ จะขอประกาศพระองค์เป็นพุทธมามกะ เป็นผู้พิทักษ์พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเป็นพระบรมราชูปถัมภกพระพุทธศาสนา หรือ “พุทธสาสนุปัตถัมภก” ซึ่งกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรทรงแปลว่า Defender of the Buddhist Faith
แม้ในหน้าปกนิตยสารไทม์ ฉบับวันที่ 20 เดือน เม.ย. ปี 1931 ก็ขึ้นพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 7 พร้อมพาดหัวว่า King of Siam Defender of The Faith (และโปรยว่า - แต่ทรงเป็นศิษย์เก่าอีโทเนี่ยน ตรัสคิงส์อิงลิชยุคพระเจ้าจอร์จ ทรงโปรดกอล์ฟ และธุรกิจ)
ที่ไทม์โปรยอย่างนี้ เพราะต้องการชี้ว่า ในหลวงของสยามเป็นทั้งธรรมิกราชอย่างขนบโบราณ และยังทรงเป็นเจนเทิลแมน และโมเดิร์นแมน เช่น รัชกาลที่ 5 และ 7 ทรงรักษาศาสนาแบบสมัยใหม่ ด้วยการพิมพ์พระไตรปิฎกลงในหนังสือแบบฝรั่ง แล้วแจกจ่ายไปทั่วโลก และทรงปฏิบัติพระองค์อย่างผู้ดีบริติช คือ ไม่รังแกศาสนาอื่น และช่วยเหลือตามควร
จุดนี้สำคัญมาก คือแม้จะทรงพิทักษ์พระศาสนาอย่างธรรมราชา แต่ก็ทรงพิทักษ์โดยอิงกับค่านิยมร่วมสมัยด้วย ขนบนี้สืบทอดต่อมาถึงยุครัฐธรรมนูญ กำหนดให้ของพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ แต่ก็ยังทรงอุปถัมภ์ศาสนาอื่นๆ ด้วยพระเมตตาอันไพศาล (หรือด้วยค่านิยม Freedom of Religion)
การผสมผสานอย่างกลมกลืนทำให้สยามแทบไม่มีความขัดแย้งทางศาสนา และพุทธศาสนาก็ยังรุ่งเรืองอยู่ได้โดยไม่ถูกมองว่ากดขี่ศาสนาอื่น
ด้วยเหตุนี้ Defender of the Buddhist Faith จึงเป็นบุคคลสำคัญมาก เพราะจริงอยู่ที่หน้าที่พิทักษ์พระพุทธศาสนาเป็นของพุทธบริษัท 4 แต่หากพุทธบริษัทปราศจากหัวหน้าที่มีบารมีแล้วไซร้ ก็จะขาดความกลมเกลียว ขาดผู้ห้ามปรามยามเกิดความสับสน ถูกชักจูงในทางที่ไม่ควร
ที่สำคัญก็คือ องค์ธรรมราชาทรงปกครองโดยทศพิธราชธรรม หนึ่งในนั้นคือ อกฺโกธํ (ความไม่โกรธ), อวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน) และขนฺติ (ความอดทน) ทรงปกครงโดยธรรมเช่นนี้ บ้านเมืองจึงปราศจากความขัดแย้งทางศาสนาและเชื้อชาติ







