posttoday

ทนายพลิกอาชีพ ปลดหนี้ 10 ล้านด้วยฟาร์มผึ้ง

08 พฤศจิกายน 2558

หนี้สินกว่า 10 ล้านบาท กลายเป็นเรื่องหนักอก เพียงชั่วเวลาข้ามคืนของครอบครัว เอกสิทธิ์ จันทกลาง

โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ

หนี้สินกว่า 10 ล้านบาท กลายเป็นเรื่องหนักอก เพียงชั่วเวลาข้ามคืนของครอบครัว เอกสิทธิ์ จันทกลาง ภายหลังจากถูกนโยบายสมัยรัฐบาล พ.ศ. 2548 ทุจริตโครงการลำไยอบแห้ง ทำให้ธุรกิจของครอบครัวเหลือเพียงเศษกระดาษที่ไม่สามารถนำไปขึ้นเงินได้แม้แต่บาทเดียว นับเป็นจุดพลิกผันให้ชีวิตต้องหักเหเส้นทางอาชีพไปตลอดกาล

จากเดิมเอกสิทธิ์เป็นคนพื้นเพ จ.ลำพูน แต่ด้วยความฝันอยากเป็นทนายความ จึงเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยพายัพ จ.เชียงใหม่ จบปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ และเข้าทำงานเป็นทนายความอย่างที่ตั้งใจได้สำเร็จ เป็นมนุษย์เงินเดือนในบริษัทแห่งหนึ่ง พร้อมกับรับจ้างว่าความคดีทั่วราชอาณาจักร มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 3 หมื่นบาท ตั้งเป้าหมายเป็นให้ถึงอัยการ ผู้พิพากษา เช่นเดียวกับความฝันของทนายความทั้งชาย-หญิงทั่วประเทศ

ด้วยพื้นฐานครอบครัวทำอาชีพปลูกสวนลำไย บนพื้นเนื้อที่กว่า 200 ไร่ แต่ด้วยปัญหาการทุจริตโครงการลำไยอบแห้ง ทำให้ครอบครัวนี้ต้องเป็นหนี้สินจำนวนกว่า 10 ล้านบาททันที ในขณะนั้นพ่อและแม่เศร้าโศกเสียใจถึงขั้นเคยคิดจะฆ่าตัวตายหนีปัญหาไปให้พ้นๆ แต่เมื่อผู้เป็นแม่ตั้งสติได้จึงโทรมาขอร้องให้เอกสิทธิ์กลับบ้านมาช่วยกันดูแลสวนลำไยหาเงินชดใช้หนี้อีกแรง กลายเป็นคำขอร้องที่ยากจะตัดสินใจ

ในช่วงเวลานั้น เขาต้องคิดทบทวนเส้นทางชีวิตอย่างหนัก ท่ามกลางคำถามที่เกิดขึ้นในหัวมากมายจะทำอย่างไรต่อไปดี ทุกอย่างหมดสิ้นไปในพริบตา ที่มาพร้อมด้วยเจ้าหนี้นอกระบบและเจ้าหนี้รายใหญ่อย่างธนาคาร รวมเป็น 5 รายติดตัว แต่สุดท้ายในยามที่ครอบครัวต้องการความช่วยเหลือ เขาจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านโดยไม่ลังเล

ทนายพลิกอาชีพ ปลดหนี้ 10 ล้านด้วยฟาร์มผึ้ง

 

“เมื่อก่อนผมเหมือนคน เหม่อลอย เพราะต้องคิดหาทางสู้คดี ต่อกรกับคู่กรณีทุกวัน อยู่แต่กับหนังสือกฎหมาย ตื่นนอนขึ้นมาใส่สูทไปทำงานตอนเช้า ตกเย็นเลิกงานดึกกลับบ้าน แต่ก็ยังเหมือนไม่ได้ พักผ่อน ผิดจากทำงานในสวนลำไยที่ได้อยู่กับธรรมชาติ สมองปลอดโปร่ง คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเกษตรกรทำงานหนัก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เขาทำงานด้วยจิตใจที่สบายอารมณ์ เมื่อถึงเวลาพัก รู้สึกว่าได้พักผ่อนจริงๆ กลายเป็นงานที่สนุก ไม่ได้ทำงานกลางแดดร้อนๆ อย่างที่ใครคิด” เอกสิทธิ์ กล่าวพร้อมกับหัวเราะ

เมื่อกลับมาช่วยดูแลสวนลำไยของครอบครัวแล้ว เขาพยายามต่อสู้ฝ่าฟันกับปัญหาราคาลำไยตกต่ำ จากเดิมราคากิโลกรัมละ 70 บาท ทุกวันนี้เหลือเพียงกิโลกรัมละ 18 บาท ทำให้หนทางหาเงินมาใช้หนี้ดูจะเป็นไปได้ยากเหลือเกิน

“แต่ในวิกฤตยังมีโอกาสเสมอ” คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับสวนลำไยแห่งนี้ เมื่อมีผู้ประกอบการเลี้ยงผึ้งมาขอเช่าสวนลำไย เพื่อทำน้ำผึ้งจากเกสรดอกลำไยไปขายต่อ ทำให้เอกสิทธิ์สังเกตเห็นว่า ในแต่ละครั้งที่คนเลี้ยงผึ้งเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งที่ได้บรรจุลงถังขนาด 200 ลิตร นำไปขายได้ราคา 2 หมื่นบาท/ถัง และแต่ละรอบที่มาเก็บจะได้น้ำผึ้งประมาณ 50-60 ถัง เรียกว่ามาเก็บเมื่อใดรวยกลับไปแน่นอน

เป็นที่มาของจุดเริ่มต้นการต่อยอดพัฒนาสวนลำไยที่มีอยู่เดิม ด้วยการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ได้รับผลกระจากการทุจริตลำไยในขณะนั้น ตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนเดินทางไปศึกษาการเลี้ยงผึ้ง จากนั้นจึงกลับมาลงมือปฏิบัติที่สวนของตัวเอง และได้เงินจากการขายน้ำผึ้งทันตาเห็น ต่อมาเริ่มออกแบบแพ็กเกจจิ้งให้มีความสวยงาม จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่ได้รับจากผึ้ง อาทิ ไขผึ้ง เกสรผึ้ง ฯลฯ จนมาถึง พ.ศ. 2555 ผ่านการประกวดชนะเลิศมาหลายเวที จนในที่สุดได้รับรางวัลเป็นสินค้า 5 ดาวระดับประเทศ ในชื่อตราสินค้า “แสงผึ้ง”

ทุกวันนี้เขามีรายได้ไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท/เดือน ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังประเทศจีน ไต้หวัน รวมถึงมีบริษัทเอกชนที่เข้ามารับน้ำผึ้งไปติดฉลากสินค้าของตัวเอง ทำให้สามารถปลดหนี้ 10 ล้านบาท ได้สำเร็จ ซึ่งเป้าหมายต่อไป เขาวางแผนจะพัฒนา “ชาสมุนไพรอบน้ำผึ้ง” ให้แตกขยายสินค้ามากยิ่งขึ้น ภายหลังจากที่ล่าสุดชาสมุนไพรประสบความสำเร็จชนะเลิศเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่จากความคิดสร้างสรรค์

เอกสิทธิ์ เล่าว่า เขาพยายามแนะนำคนที่กำลังทำงานประจำอยู่ในขณะนี้ ให้ลองกล้าออกจากกรอบชีวิตเดิมๆ แล้วเปลี่ยนความคิดที่ว่า อาชีพเกษตรกรมีรายได้น้อยไม่มีทางรวย ทั้งยังต้องทำงานตากแดด ไม่ได้สวมเสื้อผ้าหรูหราแบรนด์เนมราคาแพง แต่ความจริงแล้วคนเหล่านี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมาก เพราะท่ามกลางธรรมชาติ ต้นไม้ ความสงบ ส่งผลให้สุขภาพชีวิตดี แม้จะเหนื่อยบ้างแต่ได้ผลตอบแทนกลับมาคุ้มค่า ไม่เหมือนทำงานบริษัทที่เหนื่อยเพื่อทำให้คนอื่นรวย เพราะการเกษตร ยั่งยืนแน่นอนไม่ว่าใครชาติไหนในโลกนี้อยู่ได้ด้วยอาหารที่ถูกผลิตขึ้นมาจากชาวเกษตรกรทั้งสิ้น

นักธุรกิจผลิตภัณฑ์จากผึ้ง ยังแนะนำถึงชาวเกษตรกรอีกด้วยว่า ต้องเปลี่ยนวิธีคิดแบบเกษตรกรที่ทำมาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อแม่ได้แล้ว และศึกษามองหาช่องทางการตลาด การแปรรูปสินค้าที่ตัวเองมีอยู่ในมือ ไม่ใช่แค่ทำอยู่อย่างเดียว เช่น ขายข้าว ก็ขายแต่ข้าวเท่านั้น ไม่ต่อยอดแปรรูปขยายผลิตภัณฑ์ สุดท้ายก็ต้องประสบปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ร้ายแรงที่สุดคือ เดินตามนโยบาย ผิดพลาด หรือปัญหาการทุจริตของรัฐบาล ที่ส่งผลในการทำลายอาชีพเป็นระบบลูกโซ่ จนเนื้อหมดตัวก็มีให้เห็นมาแล้ว

“ต่อจากนี้เกษตรกรต้องปรับตัวศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสังคม พยายามดึงคนสมัยใหม่ชักจูงลูกหลานเข้ามาช่วยต่อยอดให้ได้ เพราะจากข้าวธรรมดากลายเป็นน้ำมันรำข้าว เครื่องดื่มน้ำฟักข้าวและอีกมากมาย ไม่ต้องส่งเสริมใครไกล เอาแค่สอนลูกหลานของตัวเอง ปลูกฝังความคิดการพัฒนาเป็นหลัก ที่เหลือคือหน้าที่ของคนรุ่นใหม่จะคิดพัฒนาต่อไปให้ดีขึ้นได้เอง” เอกสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ด่วน! ดีเซลพุ่งแรง ปรับขึ้นอีก 2.80 บาท ทะลุ 50 บาท เริ่มพรุ่งนี้ทั่วประเทศ