posttoday
สูตร(ไม่)ลับเถ้าแก่

สูตร(ไม่)ลับเถ้าแก่

08 พฤศจิกายน 2558

นิวัฒน์ ย้อนจุดเริ่มต้นธุรกิจร้านอาหารสไตล์ภัตตาคาร “สกายลาร์ค” ที่เข้ามาในไทยตั้งแต่ 25 ปีก่อน

นิวัฒน์ ย้อนจุดเริ่มต้นธุรกิจร้านอาหารสไตล์ภัตตาคาร “สกายลาร์ค” ที่เข้ามาในไทยตั้งแต่ 25 ปีก่อน จากการร่วมทุนทางธุรกิจระหว่างพันธมิตรญี่ปุ่นและไทยในสัดส่วน 49% และ 51% ตามลำดับ ซึ่งในยุคนั้นแบรนด์สกายลาร์คมีชื่อเสียงโด่งดังมากในญี่ปุ่น 

ขณะที่ผลดำเนินธุรกิจในช่วงแรกประสบกับปัญหาขาดทุนสะสมรวมกันไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมองว่าโมเดลภัตตาคารรูปแบบสแตนด์อะโลนมาเร็วเกินไป ไม่สอดคล้องกับกำลังซื้อและพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยในยุคนั้น ที่ราคาอาหารของภัตตาคารสกายลาร์คเฉลี่ยตกอยู่ที่จานละ 200-300 บาทเลยทีเดียว

และเพื่อให้กิจการยังสามารถดำเนินการต่อไปให้ได้ นิวัฒน์จึงเกิดความคิดว่าควรจะประยุกต์การใช้วัตถุดิบ หรือส่วนผสมเล็กน้อยในแต่ละเมนูอาหารญี่ปุ่น เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายบางรายการ และให้สามารถทำตลาดในช่องทางศูนย์อาหาร หรือฟู้ดคอร์ต ได้ในราคาเฉลี่ยเริ่มต้นจานละ 50-60 บาท ขณะที่อาหารในฟู้ดคอร์ตสมัยนั้นจะอยู่ที่จานละ 30-40 บาท

ในช่วงแรกของการปรับแผนธุรกิจครั้งนี้ หุ้นส่วนชาวญี่ปุ่นค่อนข้างจะไม่เห็นด้วย ด้วยเกรงว่าจะทำให้ธุรกิจหรือชื่อเสียงแบรนด์เสียหาย แต่เมื่อนิวัฒน์ให้คำอธิบายในภาพรวมพร้อมโน้มน้าวถึงความเป็นไปได้ทางการค้าที่เป็นไปตามจริง สุดท้ายก็ทำให้พาร์ตเนอร์ชาวญี่ปุ่นยอมเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ และกลายเป็นที่มาของแบรนด์ร้านอาหารสกายลาร์ค ที่ให้บริการในศูนย์อาหารในเวลาต่อมา โดยเปิดสาขาแรกในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บางแค

สำหรับโมเดลนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในเวลาต่อมา ด้วยใช้งบลงทุนต่อจุดราว 5-6 แสนบาท ทว่ามีรายได้ถึงจุดคืนทุนได้ในเวลาไม่นานนัก ต่างจากการทำภัตตาคารที่ใช้งบราว 27 ล้านบาท/สาขา แต่กลับมียอดขายต่อวันหลัก 1-2 หมื่นบาทเท่านั้น

หลังจากดำเนินกิจการในสาขาฟู้ดคอร์ตมาได้สักระยะ ก็ต้องพบกับปัญหาใหม่อีกครั้ง เมื่อบริษัทแม่ สกายลาร์ค ในญี่ปุ่นประสบภาวะวิกฤตทางธุรกิจ ทำให้นิวัฒน์จำเป็นต้องแยกตัวออกมาทำเองตั้งแต่ 5 ปีก่อน พร้อมปรับเปลี่ยนแบรนด์ใหม่เป็น “สกายลักค์” จนถึงในขณะนี้มีสาขาเปิดให้บริการทั้งสิ้นราว 312 จุด กระจายอยู่ในฟู้ดคอร์ตต่างๆ ทั่วประเทศ และในปัจจุบันก็จะไม่มีแบรนด์สกายลาร์คให้เห็นแล้วในไทย ซึ่งรวมถึงในประเทศญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

นิวัฒน์ กล่าวถึงเทคนิคการแก้ปัญหาธุรกิจในปัจจุบันที่เจ้าของกิจการทุกคนจะต้องเจอ ซึ่งรวมถึงตัวเขาเองก็ด้วยเช่นกัน ที่จะต้องมีปัญหาใหม่ๆ เข้ามาให้แก้ได้ทุกวัน โดยวิธีการของนิวัฒน์ คือจะต้องปรับตัวให้ได้อย่างรวดเร็ว มองหาปัญหาก่อนว่าอยู่ตรงไหน จากนั้นก็เข้าไปแก้ไขให้ตรงจุด ที่สำคัญต้องเข้าไปแก้ไขทันที ไม่ปล่อยทิ้งไว้นานจนแก้ยากหรือไม่ทันการณ์ ซึ่งนั่นอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจให้เสียหายตามมาจนเกินเยียวยา ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานในสไตล์ของนิวัฒน์ที่ยึดหลักการนี้มาใช้โดยตลอด

นอกจากนี้ สำหรับคนที่คิดจะเป็นเถ้าแก่แล้วนั้น จำเป็นอย่างมากที่จะต้องลงไปสัมผัสหน้างานจริง อย่างตัวนิวัฒน์เองจะรู้ขั้นตอนการทำงานทั้งระบบของธุรกิจที่ทำอยู่ ซึ่งรวมถึงเทคนิคการปรุงอาหารเมนูต่างๆ ด้วย เพื่อที่จะสามารถพูดคุย ถ่ายทอดงานให้กับลูกน้องได้ด้วยตัวเองด้วย

ขณะเดียวกัน ในภาคทฤษฎีทางธุรกิจก็ถือว่ามีความสำคัญไม่น้อย จากการนำความรู้ด้านเอ็มบีเอ (บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต) มาใช้ร่วมกัน เพื่อหาอินโนเวชั่นทางธุรกิจ ซึ่งเมื่อเรียนรู้เสร็จแล้วก็ต้องลงมือทำทันที ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจและแบรนด์ร้านอาหาร เพื่อไปยังเป้าหมายการนำธุรกิจเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอนาคต

ปัจจุบันนี้ แม้นิวัฒน์จะเข้าสู่วัย 60 ปีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นเถ้าแก่ที่แข็งขันในการทำงานทุกวัน ด้วยเชื่อว่าถ้าไม่ทำงานแล้ว...สมองจะพัง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท