
ถ้าเห็น ปชป.โกงต้องเอาก่อน
ผม ถือมาตลอดที่เราปราบทุจริตไม่สำเร็จก็เพราะว่าวันนี้พวกพ้องเราไม่ทำ แต่สำหรับนโยบายผม ผมบอกว่า
“ผม ถือมาตลอดที่เราปราบทุจริตไม่สำเร็จก็เพราะว่าวันนี้พวกพ้องเราไม่ทำ แต่สำหรับนโยบายผม ผมบอกว่าถ้าเห็นพรรคประชาธิปัตย์โกง ผมต้องเอาก่อน การสอบของผมไม่ผูกพันพรรคทั้งสิ้น พรรคจะมาสั่งไม่ได้ ผมทำตามอำนาจหน้าที่ ไม่มีอคติกับใครทั้งสิ้น ถ้าวันนี้พอพรรคตัวเองไม่ผิด แต่พรรคอื่นผิดหมด ผมว่าสังคมรับไม่ได้”
วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต สส.กทม.ประชาธิปัตย์ ออกตัวเมื่อถามถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังการเข้าไปขุดคุ้ยปัญหาทุจริตในกรุงเทพมหานคร ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองคนกันเองเล่นกันเอง หรือวิเคราะห์ไปถึงแผนการเขย่าเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร
ด้วยการกระทบชิ่งผ่าน จุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าฯ กทม. ที่วิลาศยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบในประเด็นทุจริตและร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ ผ่าน 6 ประเด็น ได้แก่ 1.จัดซื้อเครื่องจักรราคาเกินจริง 2.เรียกรับเงินซื้อขายตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายโยธา
3.พาทีมงานไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น โดยซื้อสินค้าครั้งเดียวมูลค่า 5 ล้านบาท เพื่อให้เข้าเงื่อนไขได้บัตรโดยสารฟรี 100 ใบ 4.จ้างเหมาก่อสร้างสวนสาธารณะและลานกีฬาเฉลิมพระเกียรติ วงเงิน 71 ล้านบาท ไม่โปร่งใส 5.ให้บริษัทขายเครื่องจักรนำหัวหน้าเขตทั้ง 50 เขต ไปดูงานรถดูดไขมันที่ประเทศเยอรมนี และ 6.จุมพลเดินทางไปต่างประเทศโดยให้บริษัทออกค่าใช้จ่ายให้
วิลาศ ชี้แจงว่าเรื่องนี้ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง เมื่อเห็นว่าผิดก็ว่าไปตามผิด หากติดตามการทำงานก่อนหน้านี้จะเห็นว่าเขาสอบเรื่องทุจริตที่เกี่ยวข้องกับคนของพรรคประชาธิปัตย์มาหลายเรื่อง
ตั้งแต่เรื่อง สก.วังทองหลาง จัดซื้อเครื่องเล่นเด็กกระดานลื่นราคา 1.4 ล้านบาท ที่นำเข้าจากประเทศจีน ครั้งนั้นเขาเรียกศุลกากรมาให้ข้อมูล พบว่าในใบอินวอยซ์แสดงราคานำเข้า 2.7 แสนบาท ภาษีอีกหมื่นกว่าบาท รวมแล้วประมาณ 2.9 แสนบาท เวลานี้เรื่องอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)
ถัดมาที่เรื่อง สก.-สข.ไปดูงานยุโรป 600 คน ที่ใช้วิธีซิกแซ็กไม่ใช้บริการสายการบินไทยเดินทางไปอิตาลี แต่ไปใช้สายการบินศรีลังกาที่ระเบียบกรมบัญชีกลางระบุให้ในกรณีที่ไม่ใช้สายการบินไทยให้บริษัททัวร์เขียนบิลเบิก จากราคา 1.8 หมื่นบาท เป็น 2.8 หมื่นบาท ทั้งหมด 600 คน ตัวเลขกลมๆ 6 ล้านบาท ค่าตั๋วฟรีๆ เรื่องนี้อยู่ที่ ป.ป.ช.
วิลาศ เริ่มต้นเล่าถึงการขุดคุ้ยเงื่อนงำใน กทม.รอบล่าสุด เริ่มจากการจัดซื้อ “รถดูดไขมัน” ที่ได้รับการร้องเรียนจากเขตต่างๆ โดยสุดท้ายซื้อมาก็ไม่ได้ใช้จอดเกะกะให้เขาดูแล เพราะต้องเข้าใจว่า กทม.ไม่มีบ้านที่มีบ่อดักไขมันเยอะขนาดต้องซื้อรถดูดไขมันไปดูด
“แต่นี่ไปซื้อมาคันละ 14.9 ล้านบาท ขนาด 2 คิว ทุกเขต 50 เขต เขตที่ใช้มากที่สุดใช้ไม่เกิน 2 ครั้ง ส่วนใหญ่จอดนิ่ง ส่วนเขตใหญ่มีซื้อเพิ่มขนาด 14 คิว 26 คัน คนละ 27 ล้านบาท สองรายการรวมกัน 1,427 ล้านบาท เดือนหนึ่งรวมกันทั้งหมดออกไปดูดไม่เกิน 50 ครั้ง”
วิลาศ อธิบายว่า หากตั้งเรื่องจากส่วนกลางจะถูกสอบได้ เขาจึงใช้วิธีโทรศัพท์อ้างถึงรองผู้ว่าฯ ไปยังแต่ละเขตให้ทำเรื่องว่าต้องการจัดซื้อรถดูดไขมัน มีแบบฟอร์มให้เขาเสร็จ ในนั้นจะแนบรายละเอียดใบเสนอราคาเสร็จ ทุกอย่างล็อกไว้หมดแล้ว
“จะเห็นว่าบางคนใน กทม.ไปเยอรมนีแทบทุกเดือน ถ้าเถียงว่าไม่จริงก็ให้เอาพาสปอร์ตมาโชว์ ที่บอกว่าปีละครั้ง ผมไปยื่นกับ ป.ป.ช. ล่าสุดผมบอกชัดเลยว่าไปครั้งก่อนเมื่อวันที่ 15-21 ก.ย. จะตอบว่าไง ไหนบอกว่าไม่ได้ไปมาสิบกว่าเดือน ให้ตอบมาว่าไม่จริง เรื่องนี้ ป.ป.ช.น่าจะเอาจริง เพราะทุกทีไปยื่นก็ยื่นกับฝ่ายธุรการ แต่ครั้งนี้หลังแถลงข่าวเจ้าหน้าที่โทรมาสอบถามว่าจะไปยื่นกี่โมง มีการประสานล่วงหน้าและมีรองเลขาฯ มารับด้วยตัวเอง”
ในฐานะที่ขุดคุ้ยเรื่องทุจริตมายาวนาน วิลาศ เห็นว่าสายงานโยธา และการก่อสร้างใน กทม.นั้นมีบรรยากาศขมุกขมัว มีหลักฐานหมดว่าคุณไปประเทศอะไร ใครเป็นสปอนเซอร์ให้ อย่างน้อยๆ ก็ผิดเรื่องรับเงินเกิน 3,000 บาท อย่างไปเยอรมนีก็โยงกับการจัดซื้อรถพวกนั้นที่มาจากเยอรมนีทั้งสิ้น
“จะไปทำไมกันนักหนา เอาว่าเดือนเว้นเดือนหรือส่วนใหญ่ไปทุกเดือน ไม่ว่าจะไปไหนต้องเริ่มต้นและจบที่เยอรมนี หากไปตรวจรายละเอียดในบริษัทจะต้องเห็นว่าบริษัทลงบัญชีว่าไง ค่าตั๋วใคร เดินทางไปไหน เมื่อไหร่ ผมมีหมดในมือ ไม่งั้นไม่กล้าออกมาทิ่ม”
วิลาศ เล่าต่อว่า ตอนนี้รองผู้ว่าฯ กทม. ก็ไม่ตอบเรื่องเดินทางแล้ว เปลี่ยนไปตอบเรื่องกรณีโยกย้ายข้าราชการ เลิกตอบเรื่องเดินทางแล้วเข้ามุมแล้ว ไม่พูดถึงเรื่องพาเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษา 50 เขตไปดูงานที่เยอรมนี ยังไม่รวมหัวหน้าฝ่าย รองผู้ว่าฯ อีกเท่าไหร่ หากไปตรวจเส้นทางการเงินรับรองสนุก
“แนะนำให้ไปตรวจกับข้าราชการซี 7 ผู้หญิงคนหนึ่งในเอกสารแนบยื่น ป.ป.ช. ผมบอกไปแล้ว แล้วก็ไปดูงบดุลของบริษัท ริเวอร์ เอนจิเนียริ่ง ซึ่งเป็นเอเยนต์ขายรถดูดไขมันของเยอรมนีในเมืองไทย ต้องไปดูค่าใช้จ่ายทีละรายการ เพราะต้องมีบิลมาเบิกว่าใช้จ่ายอะไร”
สำหรับประเด็นการโยกย้ายข้าราชการที่มีการปฏิเสธว่าไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น วิลาศ อธิบายว่า มีพยานหมดว่าใครเป็นคนโทรไปหาพูดชัดเจนว่า ต้องจ่ายเงิน โอนเงินเข้าใคร คนที่เป็นคนโทรศัพท์นี้เขารู้กันทั้ง กทม.ว่าเป็นใคร เรียกบัญชีมาตรวจเจอแน่ หากมีเงินเข้าทีละ 1-2 ล้านบาท ติดคุกแน่
“วันนี้เรายังไม่รู้ว่าโอนยังไง แต่ตัวคนโทรศัพท์เป็นคนเจรจา เรามีพยานยืนยัน จากการแต่งตั้งจะเห็นว่าบางคนคุณวุฒิไม่ถึงแต่ได้รับการแต่งตั้ง เรื่องนี้มีข้อมูลโยงถึง 12 คน หากตรวจตรงนี้รับรองเจอแน่”
ส่วนข้อสังเกตที่ว่าการออกมาจับเรื่องทุจริตใน กทม.รอบนี้เป็นแผนแซะเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. แต่วิลาศยืนยันว่า “ไม่เกี่ยวถ้าจะเล่นผมต้องเล่นผู้ว่าฯ ตรงๆ แต่นี่ไม่เคยพูดถึงผู้ว่าฯ เลยด้วยซ้ำ แค่บอกให้ผู้ว่าฯ ต้องเปลี่ยนตัวรองผู้ว่าฯ
ถามว่าเรื่องทุจริตเหล่านี้สืบสาวไปถึงตัว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ หรือไม่ วิลาศ ตอบว่า “ไม่ถึงผู้ว่าฯ เพราะผู้ว่าฯ ไม่ได้อยู่เซ็นแล้ว จะถึงได้ไง”
วิลาศ เล่าว่า “หลังจากเกิดเรื่องก็ไม่เคยได้คุยกับผู้ว่าฯ แกไม่เคยเข้าพรรคเลย แล้วแกอยู่ดอย ผมอยู่พื้น เลยไม่ได้เจอกัน แล้วผมไม่รู้เลยว่าแกอยู่เมืองไทยหรือเมืองนอก”
“ที่ผ่านมาผมไม่เคยอาศัยอะไรแก ไม่เคยไปขอให้แกทำอะไรเลยนะ ไม่เคยของบอะไรทั้งสิ้น ไม่มีความแค้นส่วนตัว ไม่เคยทำงานร่วมกัน แม้จะเป็น สส.กทม. ไม่เคยสนใจ มีแต่ผมไปช่วยเขา เลือกตั้งผมก็ไปช่วยเขา ไม่เคยให้เขามาช่วยผม ไม่รู้ว่าถ้าให้แกมาช่วยผมจะสอบตกหรือเปล่าก็ไม่รู้”
นอกจากนี้ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่รอยร้าวในพรรค เพราะการตรวจสอบทุจริตจะเป็นรอยร้าวได้อย่างไร ถ้ามีใครมาด่าว่าไปตรวจสอบคนในพรรคไม่ได้ ให้มาพูดตรงๆ เลย เดี๋ยวจะด่าให้ว่า คนประชาธิปัตย์โกงแล้วแตะไม่ได้หรือเพราะอะไร
“ถ้าโกงต้องเจอหมด ตรวจก่อนตรวจพรรคอื่นด้วย สมัยก่อนพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งเรื่องฝายแม้ว สมาร์ทการ์ด รถเมล์เอ็นจีวี ผมตรวจหมดคนที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลดีนักแหละ รู้ว่าโกงแล้วเอามาร่วมทำไม ผมก็บอกมาตลอด””
ถามย้ำว่าการออกมาเปิดเรื่องนี้จะทำให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ตัดสินใจเปลี่ยนตัวรองผู้ว่าฯ หรือไม่ วิลาศ กล่าวว่า ไม่แน่ใจ แค่ตัวผู้ว่าฯ ยังไม่รู้เลยว่าแกอยู่ประเทศไทยหรือเปล่า ไม่รู้เป็นผู้ว่าฯ เมืองไหน แกบอกการไปดูงานเมืองนอกเป็นประโยชน์ เลยคิดว่าแกคงไม่อยากอยู่เมืองไทยแล้วล่ะ
“ผมก็ดูจากคำพูดของแก ไม่เคยไปสอบถามอะไรทั้งสิ้น ขนาดตัวหัวหน้าพรรคยังตามตัวไม่เจอ แล้วผมจะไปเจอได้ไง ใครจะไปตามตัวเจอ”
เสียงวิเคราะห์ว่าทั้งผลงานที่ไม่เข้าตาของผู้ว่าฯ กทม. ยิ่งมาเจอเรื่องทุจริตด้วย จะยิ่งทำให้คะแนนนิยมตกหรือไม่นั้น วิลาศ ชี้แจงว่า คนกรุงเทพฯ เขาพอรู้ว่าที่แย่เพราะอะไร วันนี้ตัวพรรคเองอาจคะแนนตกบ้าง แต่เชื่อว่าตัวพรรคทำความเข้าใจได้ว่าเหตุผลมาจากใคร เพราะนโยบายพรรคหรือตัวบุคคลที่เข้าไป
“แต่พรรคก็ต้องรับผิดชอบส่วนหนึ่ง แต่ต้องทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ ผมเชื่อว่าหากเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ใช่สุขุมพันธุ์ ผมก็ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เขตรับผิดชอบผมได้”
วิลาศ วิเคราะห์ว่า เสี่ยงตั้งแต่รอบที่แล้ว เขาเป็นคนหนึ่งที่ไม่ต้องการให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ลงแข่งอีกสมัย แต่ระบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเคารพเสียงส่วนใหญ่ สุดท้ายก็จำใจไปช่วยหาเสียง แล้วโพลออกมาก็แพ้มาตลอด จนมาสองสัปดาห์สุดท้ายที่ขยับขึ้นมา
“เวลานี้ กทม.ต้องรีบเร่งสร้างผลงานไม่ให้สถานการณ์แย่กว่านี้ แต่พอคนทำมัวแต่อยู่เมืองนอกก็ไม่รู้จะรีบยังไง อย่างทุกวันนี้ ส่วนตัวลงพื้นที่ พฤหัสบดี-อาทิตย์ ตลอด วันนี้อยากเรียกร้องให้ผู้ว่าฯ ต้องตั้งจิตให้มั่นว่าจะพัฒนากรุงเทพฯ กลับมาดูผลงานว่าคนที่ท่านแต่งตั้งนั้นทำงานเพื่อพี่น้อง กทม.จริงหรือเปล่า หากไม่ทำอย่างนั้นก็ไปอยู่เมืองนอกเถอะ” วิลาศ กล่าว







