posttoday
แก้ทุจริตต้องไม่มีพวกพ้อง

แก้ทุจริตต้องไม่มีพวกพ้อง

08 พฤศจิกายน 2558

กลายเป็นมือปราบทุจริตที่มีผลงาน​ชัดเจน ​สืบเนื่องจากเมื่อครั้งรับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

กลายเป็นมือปราบทุจริตที่มีผลงาน​ชัดเจน ​สืบเนื่องจากเมื่อครั้งรับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ ​(กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร แม้วันนี้บ้านเมืองจะปรับเข้าสู่โหมดรัฐประหาร แต่ วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต สส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ยังทำหน้าที่ขุดคุ้ยเรื่องทุจริตอย่างต่อเนื่อง ​

ในวันที่ไม่มีตำแหน่งแห่งหนใดๆ การทำงานขุดคุ้ยเรื่องทุจริตยิ่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก​ วิลาศ เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์” ถึงภารกิจล่าสุด กับการเกาะติดเรื่องความไม่โปร่งใสในสภาผู้แทนราษฎรที่ยิ่งสาวลึกยิ่งพบเงื่อนงำมากมาย รวมแล้วนับ 20 เรื่อง มูลค่าความเสียหายร่วม 500 ล้านบาท ทั้งหมดส่งให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งดำเนินการ ยังไม่รวมกับเรื่องใหม่ๆ ที่มีข้อมูลเข้ามาเรื่อยๆ

วิลาศ เริ่มต้นอธิบายถึงจุดเริ่มต้นจับเรื่องทุจริตในสภา ว่า มาจากการคุยกันเล่นๆ ของข้าราชการที่ถามว่านาฬิกาเรือนนี้เป็นอย่างไร เดินดีไหม รู้ไหมราคาเท่าไร พอรู้ว่า 7.5 หมื่นบาท ก็เริ่มสอบ ถ้าเขาไม่บอกก็ไม่รู้ ทั้งที่นาฬิกาติดมาเป็นเดือนแล้ว สุดท้ายนำมาสู่การไล่สอบ

“เป็น สส.มา 27 ปี เพิ่งมารู้ตอนปีที่ 25 ว่ามีการโกงบ้าเลือด ก่อนหน้านั้นก็คิดว่าโกง แต่เราไม่รู้ ตรวจหมดทั้งประเทศไทย ไม่มีกระทรวง ทบวง กรมไหนไม่ตรวจ แต่ใกล้ตัวไม่เคยคิด ​แต่ที่ไหนได้ยิ่งตรวจยิ่งแสบกว่าที่อื่น พอเริ่มแถลงข่าว ข้อมูลก็ไหลมาเป็นสายน้ำจนสอบแทบไม่ทัน” ​

เวลานี้มี 2 เรื่องที่ชัดเจนแล้ว คือ เรื่อง “นาฬิกา” ซึ่งตั้งคณะกรรมการสอบเสร็จ ลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ปรับเงินเรียบร้อย บทสรุปเรื่องนี้อยู่ที่บริษัทดังกล่าวยกนาฬิกาดังกล่าวให้สภาโดยไม่คิดเงิน ไม่เก็บคืน ซึ่งเวลานี้เสียเกินครึ่ง

ขณะที่ในส่วนของสภาไม่ต้องจ่ายค่านาฬิกา เนื่องจากพบว่าบริษัทดังกล่าวไม่เคยรับงานราชการตามที่ระบุในทีโออาร์ เป็นผลจากการตรวจสอบบริษัทดังกล่าวที่อ้างว่าเคยรับงานจากสนามบินสุวรรณภูมิ แต่เมื่อ กมธ.ไปตรวจ กลับพบว่าไม่จริง เข้าข่ายยื่นเอกสารเท็จ

เรื่องถัดมา คือ​ การปรับปรุงลานพระบรมรูป เดิมนั้นเป็นหินอ่อนแต่ปี 2551 เปลี่ยนไปเป็นหินแกรนิตวงเงิน 2 ล้านบาท แต่หินอ่อนของเดิมนั้นไม่รู้ไปอยู่บ้านใคร เพราะเป็นหินอ่อนชั้นดี แต่ต่อมามีการทำเรื่องเปลี่ยนจากหินแกรนิตกลับไปเป็นหินอ่อนอิตาลี วงเงิน  14 ล้านบาท แต่จากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญบอกว่ามาจากสุโขทัย

เวลานี้ผู้ที่เกี่ยวข้องโดนลงโทษ ขณะที่อีกหลายเรื่องยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของ ป.ป.ช. ทั้งเรื่องเครื่องทำน้ำเย็น ห้องยุทธศาสตร์ 24 ล้านบาท ห้องสื่อมวลชน 5 ล้านบาท การปรับปรุงห้องน้ำ ห้องออกกำลังกาย ที่โรงกษาปณ์ มูลค่าหลายสิบล้านบาท แต่ยังสร้างไม่เสร็จ

วิลาศ เล่าว่า จากการเข้าไปตรวจสอบในช่วงปี 2556-2557 พบว่ามีหลายเรื่องไม่โปร่งใส รวมแล้ว 20 กว่าเรื่อง ส่งไปให้ คสช. ซึ่งประกาศว่าเอาจริงกับเรื่องทุจริตและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ครั้งนั้นเสนอให้ปลดอดีตเลขาฯ สภาผู้แทนราษฎร สุวิจักขณ์ นาควัชระชัย พอแถลงข่าวเสร็จ คืนนั้น คสช.ก็มีคำสั่งปลดทันที ​แต่ปลดแล้วก็ยังมีเครือข่ายที่เป็นมือทำงานตัวหลักๆ อยู่ครบ

“หลังจากยื่น ​4-5 วัน คสช.โทรมาบอก เขาจะส่งเรื่องกลับมาให้สภาสอบ ผมบอกว่าถ้าให้สภาสอบคงไม่สำเร็จ ควรให้ คสช.ตั้งกรรมการสอบเอง แต่อีกสัปดาห์ คสช.ตอบมาว่ากำลังคนไม่พอ จะส่งให้สภา หากมีอะไรให้ผมช่วยแนะนำ ผมก็ตามมาเป็นระยะ 6 เดือน ​

...ตั้งกรรมการสอบชุดเดียว 20 เรื่อง ชาติไหนจะเสร็จ เดือนหนึ่งประชุมครั้งหนึ่ง ​พอ 8 เดือน ผมเลยไปร้องประธาน สนช. คุณพรเพชร วิชิตชลชัย ก็เรียกคุณจเร พันธุ์เปรื่อง ไปพบและสั่งให้รายงานความคืบหน้าทุกเดือน ทุกอย่างก็เร็วขึ้นมาหน่อย​ หลังจากตั้งกรรมการสอบแยกเรื่อง”

วิลาศ กล่าวเสริมว่า หลังจากนั้นมีเรื่องร้องเรียนกรณี เจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ​จัดสัมมนา ใช้งบเผยแพร่ประชาธิปไตยแต่ไม่ได้จัดจริง แต่มีการเบิกเงิน เราก็ไปขอเอกสารว่ามีการพาเด็กเข้าสัมมนาหรือไม่ แต่สภาไม่ยอมให้ เหมือนจะปกป้อง ให้มาบางส่วนซึ่งไม่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญเราต้องการรายชื่อที่เขาพามาสัมมนาจะได้ไปถามว่ามาจริงหรือเปล่า

“เรารู้แล้วมีคนเอาข้อมูลมาให้ เราก็ไปตรวจดูตารางการเยี่ยมชมรัฐสภา แต่ไม่มีชุดนี้มา พอผมเรียกเอกสารหนักเข้า เขาก็เอาเงินไปคืน ผมก็ร้องต่อประธานพรเพชร เขาบอกว่าเอาเงินคืนแล้วสภาไม่เสียหายเป็นอันยุติ แต่ไม่ใช่ ถ้าผมไม่ท้วงก็เบิกเงินกินฟรีไปแล้วสิ เถียงกันหลายรอบจนเรียกกฤษฎีกามาชี้แจง ก็บอกว่าผิด”

นอกจากนี้ ยังมีอีกกรณีเป็นเรื่องภรรยาของจเร ที่มีรายชื่อเป็นผู้เข้ารับการอบรมในช่วงปี 2556-2557 ในเอกสารลงชื่อจาก ​60 ครั้ง รวมแล้วไม่เข้าอบรม 36 ครั้ง ไม่ถึงเกินกึ่งหนึ่ง ตามหลักต้องไม่มีสิทธิไปญี่ปุ่น รวมถึงการประเมินขั้นเงินเดือนที่ประเมินให้ภรรยาตัวเองได้เต็ม 4 ซึ่งทั้งสภามีคนที่ได้คะแนน 4 เต็ม เพียง 3 คน และยังมี พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ห้ามออกคำสั่งทางปกครองให้คู่หมั้น คู่สมรสตัวเอง ซึ่งการขึ้นเงินเดือนเป็นคำสั่งทางปกครอง จึงส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.

ยกตัวอย่างอีกกรณี ​อดีตประธานสภาไปตั้งคณะกรรมการรับเรื่องร้องทุกข์ ทั้งที่มีคณะกรรมาธิการพืชผลการเกษตรอยู่แล้ว แต่ไปตั้งขึ้น​เพื่อให้ สส.ในพรรคที่สอบตกมานั่งเป็นกรรมการ ซ้ำร้ายกว่านั้นคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา (ก.ร.) ยังไปออกระเบียบว่ากรรมการในกรณีที่ประธานแต่งตั้ง จะได้เบี้ยประชุมในตำแหน่ง ประธานกรรมการ 2,000 บาท ​รองประธาน 1,800 บาท กรรมการ 1,600 บาท มากกว่า กมธ.ของ สส.ที่ได้เท่ากันคือ 1,500 บาท ส่วนการตั้งอนุกรรมการได้เบี้ยประชุม ประธาน 1,500 บาท รองประธาน 1,200 บาท อนุกรรมการ 1,000 บาท จากอนุกรรมาธิการปกติของ สส.ได้เพียง 800 บาท

สมมติตั้งอนุกรรมการรับร้องทุกข์ จ.กาญจนบุรี  เชียงราย 10 คณะ กรรมการก็มาอยู่ในอนุกรรมการ ​7-8 คณะ เบี้ยประชุมสัปดาห์หนึ่ง 2-3 หมื่นบาท เบิกเบี้ยประชุมกันสนุกสนาน กรรมการบางคนตัวใหญ่ได้เบี้ยประชุม เดือนละ 3 แสนบาท คนหนึ่งเป็นสิบคณะ อนุกรรมการประชุมอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ตอนนั้นห้องประชุมต้องเข้าคิวกันยาว

วิลาศ วิเคราะห์ว่า ​สาเหตุที่ทำให้สภาไม่ถูกตรวจสอบ เพราะสภาเป็นหน่วยงานที่จัดสรรงบประมาณให้ทุกองค์กรในประเทศไทย เพราะฉะนั้นปกติหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบก็ไม่อยากมายุ่ง วันนี้ ป.ป.ช.จะได้งบเท่าไรก็มาจากสภาตั้งให้เขา เขาจะมาตรวจสภาเดี๋ยวก็จะเดือดร้อน ​เขาก็ไม่อยากยุ่งเพราะที่ตรงนี้เป็นที่รวมของนักการเมือง สตง., ป.ป.ช. ​เขาก็มีงานเยอะไปทำตรงอื่นดีกว่ามาทะเลาะกับนักการเมือง 

“เข้าใจว่าฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำ มันไปด้วยกัน ร่วมมือร่วมใจกันทุจริตพอฝ่ายการเมืองทุจริต ฝ่ายข้าราชการก็ไม่ว่า พอฝ่ายข้าราชการเอาบ้าง ฝ่ายการเมืองก็เอาเหมือนกัน มันก็เหมือนผีกับโลงไปด้วยกัน” ​

​วิลาศ​ มองว่า วันนี้บรรยากาศในสภาดีขึ้น เมื่อหัวเรือใหญ่ถูกทลายไปหมดแล้ว แต่เครือข่ายที่เหลือก็ต้องจัดการ ​ทุกวันนี้ยังมีหลายคนที่เกี่ยวข้องแต่ยังลอยหน้าลอยตัวไม่ถูกลงโทษ ส่วนตัวเวลานี้ไม่มีอำนาจเข้าไปสอบอะไรได้ เรียกเอกสารก็ลำบาก จะเชิญใครมาชี้แจงก็ไม่ได้ ​แค่เรื่องสัมมนาเรื่องเดียวก็ตรวจเหนื่อยแล้ว เพราะสภาเป็นหน่วยงานที่จัดสัมมนามากที่สุด บางคนมีชื่อร่วมสัมมนาเวลาเดียวกัน 5 ที่ มั่วไปหมด

สำหรับกลไกที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ต้องเริ่มจากยกเลิกระบบลูกท่านหลานเธอ คนที่จะเข้ามาทำงานต้องไม่มีการใช้เส้นสาย วันนี้มีจำนวนมากแล้ว และต้องไม่มีการโยกย้ายข้ามสายงาน การประเมินเงินเดือนต้องไม่ถูกแทรกแซงจากคนที่มีระดับใหญ่กว่า ต้องเขียนกติกาให้เคร่งครัด ทำอย่างนี้เพื่อป้องกันไม่ให้หาช่องมุดกัน

“ผมว่าข้าราชการดีๆ มีเยอะ พร้อมส่งข้อมูลให้ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่รู้จะส่งไปที่ไหน ผมสังเกตหลังจากเปิดฉากไปเรื่องเดียว ทุกวันนี้ข้าราชการในสภาเกิน ​10% ที่รู้ว่าบ้านผมอยู่ไหน เอาจดหมาย เอกสาร หนังสือร้องเรียนส่งมาเยอะ ไม่งั้นเราก็ไม่รู้หรอกว่าจะเลือกสอบโครงการไหน ​เอกสารพวกนี้ทำให้เรารู้ว่า ถ้าเข้าแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็เช็กได้ หรือส่งมาไม่ครบก็ทวงได้”​

แม้ คสช.จะประกาศเอาจริงกับการปราบทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ว่าผลลัพธ์ที่ออกมายังไม่ได้ดีขึ้น แถมบางแห่งยังจัดว่าแย่กว่าเดิม วิลาศ ประเมินว่า เป็นเพราะเรื่องระบบพวกพ้อง กรณีที่ไปเกี่ยวกับพรรคพวกเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ก็จะกลายเป็นเรื่องที่ไม่ผิดหมด วันนี้ คสช.ก็ใช้นิสัยเดียวกัน ซึ่งต้องแก้ไขตรงนี้

​จำได้ไหม สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)​ จำนวน 2 คน ที่ คสช.ตั้งมาจากอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยใช้มาตรา 44 ไปไล่ผู้ว่าฯ บึงกาฬ เพราะใช้งบ 97 ล้านบาท ในการจัดซื้อจัดจ้าง แต่กรณีเดียวกันกับผู้ว่าฯ 2 คน ที่ใช้งบเหมือนกันแถมมากกว่าด้วย กลับไม่ถูกไล่ พอไม่ไล่ก็ทำให้อีก 18 คน ที่เกี่ยวข้อง ไม่ถูกเช็กบิลไปด้วย ​

“​ผมถามว่า ถ้าจะปราบจริงๆ น่าจะไปตรวจเรื่องรถถัง​ 3 สัญชาติ จีที 200 เรือเหาะ ชัดเจนมาก ผมแถลงข่าวก็ถามเรื่องนี้ตลอด ​เพราะเรื่องนี้เกิดก่อน สมควรดึงมาทำด้วย ​ถ้าจะเอาจริงเอาจังกับการปราบทุจริต หรือเอาง่ายๆ เรื่องที่เกิดสมัยนี้อย่างไมโครโฟนทำเนียบฯ ผลสอบออกมาไม่ได้บอกว่าไม่ผิด เพียงแต่บอกว่าสอบแล้วไม่มีการทุจริต เพียงแต่ตั้งราคากลางสูงกว่าความเป็นจริง ​ตกลงตั้งราคากลางสูงกว่าความเป็นจริงไม่ผิดหรือวันนี้ไม่มีบทลงโทษอะไร”

นอกจากนี้ ยังมีกรณี พล.ต.เจนรณรงค์ เดชวรรณ หรือ “เสธ.เจมส์” ​เรียกเงินแม่ค้าพัฒนพงษ์ วันนั้นถ่ายรูปกันเอิกเกริก แต่วันนี้กลับยังไปไม่ถึงไหน ทั้งที่มีแถลงข่าวจะปราบมาเฟีย ไม่ใช่เพราะพวกหรือ สอบถามไปหลายรอบ รู้ว่าเรื่องเหล่านี้ไปถึงหูนายกฯ หมด

“วันนี้ทุจริตเยอะกว่าสมัยก่อนอีก เกิดอย่างกับดอกเห็ด ไปดูสนามบินเวลาเดินออกมา เรียกค้นกระเป๋าถี่ยิบ ร้านอาหารสนับสนุนให้ปิดในเวลา แต่เดิมเสียตำรวจสองแสน ต้องมาเสียทหารสามแสน มากกว่าตำรวจอีก ผมพูดแบบนี้พรรคเพื่อไทยมาขอหลวงพ่อลาศบอกพูดแบบนี้ กระทุ้งเรื่องปฏิรูปทหารรับใช้ ทำไมไม่เคยโดนเรียกไปปรับทัศนคติ”

วิลาศ อธิบายว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความตั้งใจที่ปราบการทุจริตดี แต่เป็นคนรักพวกพ้อง พวกพ้องบอกทำอย่างนี้เชื่อหมด เคยขัดเพื่อนที่ไหน ดังนั้นแม้จะไปดำเนินการเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเปิดศูนย์ทุจริตอะไรก็เท่านั้น หรือการใช้เรื่องอำนาจตามมาตรา 44 ดำเนินการก็ดีนิดเดียว จะเห็นว่าทำแต่ละเรื่องจะไม่โดนพวกพ้อง ลองสังเกต วปอ.รุ่นเดียวกัน เพื่อนกันได้ดิบได้ดีหมด วปอ.รุ่นเดียวนายกฯ ไม่โกงเลย

“ถ้าจะแก้ต่อไปนี้ต้องไม่มีพวกพ้อง ฟันหมดทุกเรื่อง แค่นี้จบ ตัวแกแน่วแน่อยู่แล้วว่าจะทำ เพียงแต่ว่าวันนี้ดันไปไว้ใจเพื่อน เพื่อนโกงมองไม่เห็น”

อดีตประธาน กมธ.ป.ป.ช. มองว่า มาตรการการแก้ปัญหาทุจริตแบบเร่งด่วน คือ ต้องใช้มาตรา 44 สั่งให้ทุกองค์กรอิสระออกระเบียบวิธีปฏิบัติงาน กำหนดระเบียบของตัวเองว่าแต่ละเรื่องจะต้องทำให้เสร็จกี่วัน เพราะหากปล่อยให้กระบวนการยาวออกไป นานเท่าไรคนก็ยิ่งไม่กลัว หลักฐานเอกสารโดนทำลายหมด

“ผมเคยทำเรื่องให้สอบอธิบดีอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ตั้งแต่ปี 2541 เพิ่งจะมาเรียกพยานสอบเดือน ส.ค. 2558 แล้วอย่างนี้จะหาพยานจากไหนไปชี้แจง ป.ป.ช. เขาก็บอกจำไม่ได้แล้ว แต่ผมร้องเขากลับไม่เรียกผมไปสอบ พยานเขาบอกไม่เอกสารแล้ว ระเบียบราชการต้องเก็บรักษาไว้ 10 ปี ผมไปร้องตั้งแต่สมัยเขายังเป็นซี 8 พอโตขึ้นมา ไม่ทำลายเอกสารหมดแล้วหรือ ไม่มีเอกสารแล้ว คนที่ผมร้อง 2 ใน 11 เป็นอธิบดี ปลดเกษียณหมด อย่างนี้ยกฟ้องแหงๆ”

วิลาศ มองว่า อนาคตเรื่องการปราบปรามทุจริตน่าจะดีขึ้น เห็นได้จากมีคนกล้าให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเรื่องทุจริตมากขึ้น พอไปร้องเรียนเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็มีคนมาให้ข้อมูล คนเริ่มรู้ว่าตัวฉุดความเจริญของประเทศคือการทุจริต วันนี้จะเห็นว่าไปขอความร่วมมือง่ายขึ้น

“ตอนร้องรองผู้ว่าฯ กทม. มีคนโทรมาให้กำลังใจ บอกทำให้เต็มที่พร้อมให้ข้อมูล ข้าราชการ กทม.ให้ข้อมูลเกิน 20 คน ก่อนหน้านี้ บรรยากาศไม่ใช่อย่างนี้”

วิลาศ อธิบายเพิ่มว่า กลไกที่ทำงานการปราบทุจริตเวลานี้มีเยอะอยู่แล้ว แต่ขอให้ทำจริง อย่างล็อบบี้กัน ยกตัวอ่าง ป.ป.ช.เปิดหลักสูตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จะเห็นว่ามีบางกลุ่มส่งคนไปล็อบบี้ 9 เสือ ขอเป็นอนุฯ อย่างนี้จะไปสอบอะไรได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท