
ทางด่วน 'ลงทุน' สั่งลดขั้นตอนอีไอเอ-เร่งออกใบอนุญาต
ปฏิบัติการเรียกประชุมหน่วยงานภาครัฐ มอบนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนการทำงาน เพื่อสร้างความมั่นใจ
ปฏิบัติการเรียกประชุมหน่วยงานภาครัฐ มอบนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนการทำงาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคเอกชนในการสนับสนุนให้สามารถดำเนินธุรกิจได้สะดวกมากขึ้นกว่าเดิมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ภาคเอกชนต้องติดตาม
ประเด็นสำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ กำชับให้ทุกหน่วยงานไปพิจารณาลดขั้นตอนแนวทางการทำงานลงมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มขีดความสามารถ มี 5 ประเด็นหลัก ได้แก่
1.ปรับปรุงและเร่งรัดการพิจารณาเรื่องการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และผลกระทบด้านสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ให้ร่นระยะเวลาในการดำเนินการ เพื่อลดอุปสรรคความล่าช้าในการลงทุนลงมา
2.เร่งกระบวนการจดทะเบียนทางธุรกิจให้จบลงภายใน 1 วัน
3.จัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (วัน สต็อป เซอร์วิส) เพื่อทำให้การจดทะเบียนและทำอย่างอื่นง่ายขึ้น เช่น เรื่องการขอใบอนุญาต
4.แก้ปัญหาในเรื่องการจัดเก็บภาษีไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน เพื่อแก้ไขอุปสรรคการลงทุน
5.ปรับปรุงและเร่งรัดในเรื่องการให้ใบอนุญาตของคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
“เรื่องอีไอเอ อีเอชไอเอ จะไม่ทำเลยก็ไม่ได้ แต่เราจะพยายามร่นระยะเวลาลงให้ได้ เพราะต้องการให้ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นในปี 2560 โดยจะมีการประชุมในเรื่องดังกล่าวให้มากขึ้นๆ เพราะที่ผ่านมาใน 1 ปี มีเรื่องเหล่านี้เข้ามากว่า 2,000 เรื่อง จึงต้องประชุมกันบ่อยๆ ขึ้น โดยนำเรื่องสำคัญขึ้นมาหารือก่อน หลังจากนี้จะต้องเร่งเดินหน้าในทางปฏิบัติ เพื่อทำให้การประเมินเรื่องขีดความสามารถของประเทศให้ดีขึ้น มีความสะดวกและง่ายในการทำธุรกิจมากขึ้น” พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงนโยบาย
ขณะที่สมคิดที่เป็นหัวเรือใหญ่ในด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ถือเป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานเพื่อติดตามงานด้วยตัวเอง รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะแก้ไขส่วนที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนนี้ให้จบภายในไตรมาส 4 ของปีนี้ เพราะต้องการให้เกิดการลงทุนให้เอื้อต่อการลงทุนของทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ หลังจากที่รัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อเร่งรัดการลงทุนให้เร็วขึ้น และคาดว่าจะเกิดขึ้นมากในปี 2559 เพราะหากไม่แก้ไขตั้งแต่ตอนนี้จะเกิดปัญหาคอขวดและการลงทุนเกิดขึ้นไม่ได้
ปฏิบัติการรอบนี้ไม่หยุดอยู่เพียงการมอบนโยบาย แต่มีการออกคำสั่งและกำหนดเงื่อนไขเวลาอย่างชัดเจน สมคิด ชี้แจงว่า การประชุมการแก้ไขปัญหา ลดขั้นตอนเพื่ออำนวยความสะดวกในการลงทุนและประกอบธุรกิจถือว่าคืบหน้าไปมาก การจดทะเบียนทางธุรกิจนั้นมั่นใจว่าจะจบได้แน่ภายใน 1 วัน โดยกระทรวงแรงงานและกระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่าสามารถทำได้
“มีแต่เรื่องการออกใบอนุญาตก่อสร้างและผังเมืองที่พบว่ายังมีการร้องเรียนกันมาก เพราะกระบวนการใช้เวลามากและผังเมืองที่ออกมาล่าช้า ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การลงทุนและมีปัญหาในเกือบทุกจังหวัด จึงมอบให้ อรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม กรมโยธาธิการและผังเมือง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ไปหารือในการขจัดปัญหาให้ได้ภายในไตรมาสสุดท้าย”
ประเด็นเรื่องการเก็บภาษีซ้ำซ้อน ทางกระทรวงการคลังรับประกันว่าจะทำไม่ให้ซ้ำซ้อนแล้ว
ขณะที่เรื่องขั้นตอนรายงานอีไอเอ นายกฯ จึงมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการอีไอเอ ไปหารือกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้กลไกนี้เร็วขึ้น เช่น ขั้นตอนการขอความเห็นต่างๆ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะใช้หลักจรรยาบรรณ (Code of conduct) แทนที่จะใช้คนให้ดุลพินิจโครงการแทน
เป็นไปได้หรือไม่ที่โครงการบางเส้นทางมีระยะทาง 100 กม. และมีบางส่วนที่เส้นทางเคยทำมาก่อนแล้วก็ตัดตอนบางส่วนให้สั้นลง ซึ่งเหล่านี้ต้องเร่งแก้ไข ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาคอขวดมาก
สุดท้าย การให้ใบอนุญาตของคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งเอกชนก็เห็นด้วย แต่ยังติดอยู่เพียงเรื่องยาที่ยังใช้ระยะเวลานาน ที่ประชุมได้มอบให้ รมว.อุตสาหกรรมไปหารือกับ อย. เพื่อหาแนวทางการลดขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้สอดรับกับไทยกำลังจะส่งเสริมการลงทุนในคลัสเตอร์เวชภัณฑ์
ภารกิจการสร้างทางลัดที่เอื้อต่อการลงทุนให้เร็วขึ้นได้รับการตอบสนองจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) อย่างมาก โดย อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธาน กกร. กล่าวว่า สิ่งที่เอกชนต้องการให้ภาครัฐปรับปรุงการให้อนุญาตเพื่อให้เอื้อต่อการลงทุน คือ การอนุญาตการก่อสร้าง การจดทะเบียนการค้า และการแก้ไขปัญหาผังเมืองให้มีความสมดุลระหว่างการเอื้อให้เกิดการลงทุนและการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งนายกฯ ได้มอบหมายให้สมคิดไปตั้งคณะกรรมการที่จะมี รมว.คลัง เป็นประธาน และ กกร.จะไปรวบรวมปัญหาผังเมืองมาเสนอ ขอเวลา 3 เดือน จะนำมาเสนอต่อภาครัฐอีกครั้ง
ขณะที่ สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลพยายามในการแก้ไขอุปสรรคการลงทุน ทำให้ภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะมาตรการที่รัฐบาลออกมาเร่งรัดลงทุนตอนนี้ จะทำให้เกิดการลงทุนมากในช่วงปี 2559-2560 ถ้าไม่มีการแก้ไขขั้นตอนอนุญาตต่างๆ ในที่สุดการลงทุนจะไม่เกิด เราจึงเชื่อว่าการลงทุนจะมากขึ้นในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม แนวทางการลดขั้นตอนหลายอย่างดูจะยังเป็นปัญหา เมื่อ เกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการลดขั้นตอนการทำอีไอเอ เพราะสาเหตุที่โครงการล่าช้านั้นมักช้าที่เจ้าของโครงการ ไม่ใช่ช้าที่กระบวนการพิจารณา ส่วนใหญ่เจ้าของโครงการไม่ส่งรายงาน ปิดบังข้อมูล
“ถ้าข้อมูลที่เจ้าของโครงการพร้อมและสมบูรณ์อาจใช้เวลาเพียง 30 วันเท่านั้น ซึ่งเวลาในการเข้าประเมินพื้นที่โครงการ หรือศึกษาอีไอเอจะใช้เวลา 75 วัน ตามกฎหมาย แต่ส่วนใหญ่เจ้าของโครงการมักส่งข้อมูลเข้ามาไม่ครบจึงมีความล่าช้า อยู่ที่ความพร้อมของเจ้าของโครงการว่าพร้อมหรือไม่ หากปฏิบัติตามคู่มือขั้นตอนต่างๆ รับรองว่าจะรวดเร็วครบถ้วน” ปลัดกระทรวงทรัพย์ฯ กล่าว
ส่วนเรื่องการปรับปรุงการทำงานของ อย.นั้น ดูจะไม่เป็นปัญหาเมื่อแหล่งข่าวจากกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า รัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรมต้องการให้ อย. เร่งจัดตั้งองค์กรมหาชนสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อตรวจและประเมินผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อทำให้ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนยาคล่องตัวและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดย อย.ได้เสนอให้จัดตั้งมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว และ ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ก็เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว
การสร้างทางด่วนให้เกิดการลงทุนกำลังเป็นรูปธรรม แต่จะผลักดันให้โครงการที่รอคิวอยู่ 4-5 แสนล้านบาท เกิดขึ้นได้หรือไม่ ต้องลุ้นระทึก...







