
ดอกเบี้ยเป็นธรรม
มติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติในหลักการร่าง พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ โดยมีสาระหลักคือ ต้องการคุมผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบ ห้ามเก็บดอกเบี้ยเกิน 15% แต่ไม่ให้บังคับแก่สถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต เพราะมีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกฎหมายสถาบันการเงินบังคับเป็นการเฉพาะ
มติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติในหลักการร่าง พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ โดยมีสาระหลักคือ ต้องการคุมผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบ ห้ามเก็บดอกเบี้ยเกิน 15% แต่ไม่ให้บังคับแก่สถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต เพราะมีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกฎหมายสถาบันการเงินบังคับเป็นการเฉพาะ
กรณีดังกล่าวนับว่ารัฐบาลทำได้โดนใจชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสเป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม และหากรัฐบาลอยากจะเพิ่มความเป็นธรรมให้กว้างขึ้นอีก น่าจะเข้าไปจัดระเบียบส่วนต่างดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่สถาบันการเงินประเภทต่างๆ เรียกเก็บด้วย
ตามที่ทราบกันว่า ก่อนหน้านี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกประกาศเรื่องการทวงหนี้ และเพื่อให้สอดคล้องกัน ครม.จึงมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ... เพื่อคุมหนี้นอกระบบไม่ให้คิดดอกเบี้ยแพงเกิน 15%
กระทรวงยุติธรรมให้เหตุผลการปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้ว่า ตั้งแต่ปี 2552 หนี้นอกระบบมีการใช้วิธีติดตามหนี้ทวงหนี้รุนแรงเพิ่มขึ้น รวมทั้งรูปแบบการปล่อยเงินกู้ เอารัดเอาเปรียบฝ่าฝืนกฎหมาย เมื่อเป็นเช่นนี้จึงศึกษาและพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้ทันเหตุการณ์
ทั้งนี้ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2475 เนื้อหากฎหมายจึงไม่เหมาะกับสภาพสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งเรื่องอัตราโทษ ลักษณะและพฤติการณ์กระทำความผิด ทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ ผู้กระทำผิดไม่กลัว
ดังนั้น เพื่อควบคุมการกู้ยืมให้เป็นธรรม สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคมที่เปลี่ยนไป จึงเพิ่มโทษผู้กระทำผิด จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากเป็นกรณีสมคบกันเกิน 2 คนขึ้นไป หรือเป็นขบวนการทวงหนี้จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากมีเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมด้วย เจ้าหน้าที่รายนั้นจะมีโทษเพิ่มอีกครึ่งหนึ่งจากโทษปกติ
นอกจากนี้ กรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษ ศาลอาจห้ามให้ผู้ต้องโทษประกอบอาชีพบางอาชีพได้อีกด้วย
ผลจากการเพิ่มโทษทั้งจำทั้งปรับ และอาจห้ามประกอบอาชีพดังกล่าว เชื่อว่าน่าจะช่วยให้การทวงหนี้นอกระบบลดความรุนแรงลงไปบ้าง ยิ่งถ้าการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างจริงจัง เชื่อแน่ว่าจะแก้ปัญหาความรุนแรงหนี้นอกระบบได้ และเมื่อรัฐจัดการหนี้นอกระบบไปได้ระดับหนึ่งแล้ว ก็อยากจะให้รัฐช่วยมาดูหนี้ในระบบ ซึ่งมีการเรียกร้องกันมานานถึงส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้กับเงินฝากที่ต่างกันมาก เมื่อเทียบกับสถาบันการเงินที่ประเทศอื่นๆ กินส่วนต่าง หรือฟันกำไรกัน รวมทั้งค่าธรรมเนียมที่คิดเกือบทุกบริการ
จริงอยู่ธุรกิจการเงินเป็นการแข่งขันเสรี แต่ถ้าการแข่งขันเสรีไม่สมบูรณ์ ไม่เกิดประสิทธิภาพจริง หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบก็ควรจะลงมาดูให้เป็นธรรมขึ้นบ้าง







