posttoday
แพ็กเกจบูมลงทุนดันเศรษฐกิจฟื้นยาก

แพ็กเกจบูมลงทุนดันเศรษฐกิจฟื้นยาก

05 พฤศจิกายน 2558

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

มาตามนัดสำหรับมาตรการกระตุ้นการลงทุนของรัฐบาล เพื่อดันเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในภาวะชะลอตัวให้พ้นจากจุดต่ำที่สุดที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

มาตรการกระตุ้นลงทุนถือเป็นส่วนหนึ่งของโรดแมปกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของรัฐบาล หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน อัดฉีดเงินให้ประชาชนฐานรากผ่านเงินกองทุนหมู่บ้าน การเร่งลงทุนโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท และการเร่งทุนขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้าน เป็นวงเงินรวมกัน 1.36 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการกระตุ้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 1 แสนล้านบาท และวงเงินค้ำประกันอีก 1 แสนล้านบาท การออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ทั้งลดค่าธรรมเนียมการโอนการ
จดจำนอง สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมาตรการภาษี โดยให้นำค่าซื้อบ้านที่ไม่เกิน 3 ล้านบาท มาหักลดหย่อนได้ 20% เป็นเวลา 5 ปี จนมาถึงมาตรการกระตุ้นให้เร่งการลงทุนภายในปีนี้และปีหน้าที่ออกมาล่าสุด ก่อนที่การลงทุนขนาดใหญ่จะเข้ามารับไม้ต่อในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

สาระสำคัญของมาตรการการลงทุนปี 2558-2559 แบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่สำคัญ ส่วนแรกสำหรับเอกชนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในกลุ่มที่ได้รับบัตรการส่งเสริมการลงทุนระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2557-30 มิ.ย. 2559 หากสามารถเริ่มผลิตหรือให้บริการภายในปี 2560 จะได้รับการยกเว้นการเก็บภาษีนิติบุคคลเพิ่มอีก 1-4 ปี ตามสัดส่วน
เงินลงทุน

ในส่วนที่ 2 เป็นเอกชนที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน หากมีการลงทุนเกิดขึ้นให้นำเงินลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ สิ่งปลูกสร้าง และรถยนต์ ภายในสิ้นปี 2559 ให้นำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า

หากพิจารณาจากมาตรการที่ออกมาต้องถือว่ามีการลดแจกแถมจำนวนไม่น้อย แต่เมื่อพิจารณาจำนวนรายของผู้ประกอบการที่จะมาใช้สิทธิแล้ว ไม่น่าจะมีจำนวนมาก เพราะในส่วนแรกจะเห็นว่ากิจการที่ได้รับสิทธิบีโอไอมาตั้งแต่ปี 2557 หรือผ่านมาเกือบ 2 ปี แต่ยังไม่ยอมลงทุน สาเหตุสำคัญมาจากเศรษฐกิจยังไม่ดี ไม่มีกำลังซื้อมารองรับสินค้าที่จะผลิต การจะตัดสินใจลงทุนภายในปีนี้หรือปีหน้าท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวนอยู่มาก การลงทุนเพื่อแลกกับเม็ดเงินภาษีที่ได้คืนมาเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนักถึงความเสี่ยงและความคุ้มค่าที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุน

สำหรับในส่วนที่ 2 เอกชนที่ไม่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอมีเวลาเหลืออีก 2 เดือน ที่จะตัดสิน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไปที่จะเร่งการลงทุน เพื่อให้ได้สิทธิหักลดหย่อนภาษี 2 เท่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ต้องคิดหนักไม่ต่างจากกลุ่มแรก

นอกจากนี้ ปัจจัยที่ทำให้มาตรการเร่งลงทุนที่ออกมาไม่ประสบความสำเร็จ ที่สำคัญที่สุดไม่ใช่อยู่ที่การได้ลดภาษีมากๆ แต่อยู่ที่สินค้าที่ผลิตออกมาจะขายได้หรือไม่ ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศไม่มีกำลังซื้อ การส่งออกของไทยติดลบ 3 ปีติดต่อกัน ทำให้การผลิตสินค้าเพิ่มจะเป็นเรื่องสาหัสได้ถ้าขายไม่ได้ ดังนั้นถึงแม้ว่าจะได้ลดภาษีจำนวนมาก แต่การตัดสินใจลงทุนยังคงขึ้นกับโอกาสในการขาย เอกชนที่ส่วนใหญ่สายป่านไม่ยาวพอจึงให้ความสนใจน้อย

ปรากฏการณ์นี้จะเห็นได้จากการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีผลไม่ได้ต่างกัน เพราะรัฐบาลพยายามลดภาษีนิติบุคคลจาก 20% ปี เหลือ 10% ปี มีการอัดเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 1 แสนล้านบาท แต่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็ไม่สามารถลงทุนเพิ่ม เพราะผลิตสินค้าออกมาก็ขายไม่ออก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งทำให้มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำยังมีผู้ประกอบการสนใจกู้จำนวนน้อย

ที่สำคัญการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งถึงจะเห็นผลขนาดมาตรการเร่งด่วนกระตุ้นชุดแรก 1.36 แสนล้านบาท ยังทำได้ไปไม่มาก การปล่อยกู้กองทุนหมู่บ้าน 6 หมื่นล้านบาท กว่าจะเห็นผลจริงก็ต้องรอปีหน้า เช่นเดียวกับการเร่งการลงทุนที่ส่วนใหญ่จะเห็นผลปีหน้า และจำนวนไม่น้อยก็กำลังติดหล่มทั้งการทุจริตหักหัวคิว หรือจะเป็นโครงการเบี้ยหัวแตก ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจจริงได้ เช่น โครงการทาสีรั้ว หรือทำเสาธงของหน่วยงานราชการใหม่

สำหรับมาตรการกระตุ้นเอสเอ็มอีและมาตรการกระตุ้นการลงทุนที่ออกมาใหม่ นอกจากจะได้ผลไม่มาก และผลที่เกิดขึ้นจริงไม่ใช่ปีนี้หรือปีหน้า แต่คงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยอีก 2-3 ปี

ขณะที่มาตรการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ผ่านการเร่งลงทุนรัฐร่วมกับเอกชน หรือพีพีพี ฟาสต์แทร็ก ที่รวบรวมกระบวนการพิจารณาจาก 2 ปี ให้เหลือ 9 เดือน โดยจะนำร่องก่อน 6-8 โครงการ มูลค่าการลงทุน 3.5 แสนล้านบาท ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในกลางปีหน้า ก็เป็นการเร่งกระบวนการที่ไม่ได้รวมขั้นตอนการว่าจ้างเอกชนเข้ามาด้วย ทำให้ไม่มีใครบอกได้ว่า กระบวนการว่าจ้างเอกชนต้องใช้เวลากี่เดือนกี่ปี ท่ามกลางกฎหมายที่ซับซ้อนและการต่อรองผลประโยชน์ที่อ่อนไหว ความหวังที่จะเห็นการตอกเสาเข็มก่อสร้างขนาดใหญ่จริงๆ ของโครงการพีพีพีในปีหน้าก็ยังดูลิบๆ อยู่

ดังนั้น มาตรการกระตุ้นการลงทุนที่ออกมาล่าสุด จึงอาจจะไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนกระตุ้นเศรษฐกิจไทยปีนี้และปีหน้าได้ อาจจะทำได้แค่กิจกรรมด้านการตลาดของรัฐบาล ในการปลุกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้เห็นว่า รัฐบาลนี้มีการดำเนินการและออกมาตรการออกมากระตุ้นและดูแลเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อลงลึกไปในเนื้อแท้จริงๆ จะเห็นว่ายังไม่มีกำลังมากพออย่างที่หวัง

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง มองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลออกมาทั้งการกระตุ้นการบริโภค และการลงทุนที่เพิ่งออกมา ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก เพราะการกระตุ้นการบริโภคมีเม็ดเงินจำนวนน้อย และประชาชนมีหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้กำลังซื้อตกลงมาก ขณะที่การลงทุนก็ยังไม่เห็นผลภายในปีหน้า แต่อาจจะเป็นปีถัดๆ ไป

สมชาย มองว่า เศรษฐกิจปีหน้าแรงขับเคลื่อนไม่ได้อยู่ที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน แต่ชะตากรรมของเศรษฐกิจปีหน้าขึ้นอยู่กับการลงทุนภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งได้มีการเร่งรัดกันตั้งแต่ทีมเศรษฐกิจชุดเก่า และตอนนี้เริ่มมีเม็ดเงินทยอยออกมา ทั้งงบค้างท่อที่ยังมีอยู่อีกหลายแสนล้านบาท รวมถึงงบประมาณปี 2559 วงเงิน 2.7 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบลงทุนถึง 5.4 แสนล้านบาท หรือ 20% ของงบประมาณรายจ่าย

นอกจากนี้ เศรษฐกิจปีหน้าจะอยู่หรือไป ยังขึ้นกับการส่งออกของไทย เพราะมูลค่ามีสัดส่วนถึง 70-80% ของจีดีพี หากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนปีหน้ายังขยายตัวได้มากกว่า 6.8-7% การส่งออกของไทยก็น่าจะดีขึ้น กลับมาขยายตัวเป็นบวก และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตมากกว่า 3% แต่หากเศรษฐกิจจีนขยายตัวได้ต่ำกว่านั้น เศรษฐกิจก็จะลำบากอีกปี และขยายตัวไม่ถึง 3% เหมือนปีนี้

สมชาย มองว่า ตัวชี้เป็นชี้ตายของเศรษฐกิจปีหน้า จึงอยู่ที่การลงทุนภาครัฐและการส่งออก ส่วนมาตรการลงทุนและกระตุ้นการใช้ฐานรากเป็นเพียงกิจกรรมการตลาดของรัฐบาลให้เกิดความมั่นใจเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท