
สนช.ถกถอดถอน"สมศักดิ์" รวยผิดปกตินัดปิดคดี 12 พย.
สนช.ถกถอดถอน “สมศักดิ์”ร่ำรวยผิดปกติ เจ้าตัวยันไม่มีส่วนรู้เห็น พร้อมย้อนสมาชิกตั้งคำถามไม่ตรงประเด็น นัด12พ.ย.นี้แถลงปิดคดี
สนช.ถกถอดถอน “สมศักดิ์”ร่ำรวยผิดปกติ เจ้าตัวยันไม่มีส่วนรู้เห็น พร้อมย้อนสมาชิกตั้งคำถามไม่ตรงประเด็น นัด12พ.ย.นี้แถลงปิดคดี
การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาการถอดถอนนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรมว.ศึกษาธิการ ร่ำรวยผิดปกติ กรณีการสร้างบ้านมูลค่า 16 ล้านบาท ที่จ.อ่างทอง โดยเป็นการพิจารณาขั้นตอนการซักถามคู่กรณีคือ ป.ป.ช. และนายสมศักดิ์
โดยป.ป.ช.ได้ส่งนายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการป.ป.ช. เป็นตัวแทนตอบข้อซักถาม ส่วนนายสมศักดิ์มาตอบข้อซักถามด้วยตัวเอง ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการซักถามฯได้ตั้งคำถามฝ่ายป.ป.ช. 8 ข้อ อาทิ ป.ป.ช.มีอำนาจถอดถอนนายสมศักดิ์กรณีร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ ใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาเรื่องร่ำรวยผิดปกติ
เหตุใดป.ป.ช.ไม่เชื่อคำให้การของนายสมศักดิ์ และมีพยานหลักฐานใดที่แสดงว่า นายสมศักดิ์แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากการปฏิบัติหน้าที่ ป.ป.ช.เคยเรียกข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการมาไต่สวนเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่มิชอบหรือไม่ รวมทั้งป.ป.ช.เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยให้เหตุผลใดการลงมติว่าอย่างไร
นายณรงค์ ชี้แจงว่า กรณีที่ป.ป.ช.ยื่นให้สนช.ถอดถอนนายสมศักดิ์ครั้งนี้ เป็นกรณีร่ำรวยผิดปกติ แม้เป็นคนละกรณีกับที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ลงมติตัดสิทธิการเมืองนายสมศักดิ์ 5 ปี จากการแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จ แต่ทั้งสองกรณีมีความเชื่อมโยงกัน ป.ป.ช.จึงมีอำนาจยื่นเรื่องให้สนช.ถอดถอนได้
ทั้งนี้ การที่ป.ป.ช.ระบุว่า นายสมศักดิ์ร่ำรวยผิดปกตินั้น วินิจฉัยจากประเด็นเรื่องที่มาของบ้านราคา 16 ล้านบาท สัมพันธ์กับรายได้หรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯระบุว่า นายสมศักดิ์ได้รับเงินสนับสนุนจากพรรคและผู้สนับสนุนอื่นๆในการเลือกตั้งปี 2539 จำนวน 29 ล้านบาท แต่นายสมศักดิ์มีรายได้ต่อปี 5 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การไต่สวนของป.ป.ช.พบว่า เงินที่ได้รับการสนับสนุน 29 ล้านบาทนั้น นายสมศักดิ์นำไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ส่วนหนึ่ง ทำให้เงินที่เหลือไม่เพียงพอในการนำมาปลูกสร้างบ้าน ดังนั้น ทรัพย์สินและรายได้ของนายสมศักดิ์ที่มีอยู่ จึงไม่สอดคล้องกับการนำมาสร้างบ้าน ป.ป.ช.จึงไม่เชื่อคำให้การนายสมศักดิ์
กรรมการป.ป.ช. กล่าวต่อว่า โดยเสียงข้างมากของป.ป.ช.เห็นว่า บ้านหลังนี้ปลูกสร้างในช่วงที่นายสมศักดิ์เป็นรมช.ศึกษาธิการปี 2541 ต่อเนื่องถึงสมัยเป็นรมว.ศึกษาธิการ ส่วนที่ป.ป.ช.ไม่เคยเรียกข้าราชการมาสอบปากคำเรื่องทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ของนายสมศักดิ์ เนื่องจากประเด็นที่ป.ป.ช.สอบเป็นเรื่องการร่ำรวยผิดปกติ ไม่ใช่เรื่องการทุจริต
จากนั้นคณะกรรมาธิการซักถามได้ถามนายสมศักดิ์ 8 ข้อ อาทิ เหตุใดนายสมศักดิ์จึงให้การขัดแย้งกันในชั้นการไต่สวนของป.ป.ช. และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยปฏิเสธในชั้นป.ป.ช.ว่า บ้านหลังดังกล่าวไม่ใช่ของตัวเอง แต่มายอมรับในชั้นศาลฎีกาฯว่า บ้านเป็นของตัวเอง
นอกจากนี้ การรับเงินสนับสนุนจากพรรค เหตุใดจึงไม่โอนเงินเข้าบัญชี เมื่อสร้างบ้านเสร็จแล้ว เหตุใดจึงไม่แจ้งต่อนายทะเบียน เพื่อขอทะเบียนบ้านและจดแจ้งชื่อผู้เป็นเจ้าของบ้าน เหตุใดนำเงินที่ได้รับสนับสนุนจากพรรคไปสร้างบ้าน เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง และเหตุใดไม่แจ้งเรื่องเงินสดที่เก็บไว้ในตู้นิรภัยในบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.
โดยนายสมศักดิ์ชี้แจงว่า ไม่มีเจตนาทำขัดต่อคุณธรรมจริยธรรมเมื่อมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง เหตุที่ไม่ยอมรับว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นของตนนั้น เนื่องจากเงินที่นำมาก่อสร้างบ้านเป็นของห้างหุ้นส่วนวิเศษชัยชาญ ซึ่งภริยาถือหุ้นในส่วนน้อยอยู่ แต่ตนไม่มีหุ้นในบริษัทนี้ และเคยถามเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ว่า ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินส่วนนี้หรือไม่ ได้รับคำตอบว่า ไม่จำเป็นต้องยื่น
อีกทั้ง การขออนุญาตก่อสร้างบ้านหลังดังกล่าวเป็นของนายไพโรจน์ ฉัตรบริรักษ์ ที่ปัจจุบันเป็นนายกเทศมนตรีท่าช้าง ซึ่งบ้านและที่ดินส่วนนี้ก็ปรากฏอยู่ในบัญชีทรัพย์สินของนายไพโรจน์ที่ยื่นต่อป.ป.ช.ด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อศาลฎีกาฯตัดสินว่า บ้านหลังนี้เป็นของตน ก็ต้องยอมรับ และถูกตัดสิทธิการเมือง 5ปีไปแล้ว และจำคุก 6 เดือน แต่ให้รอลงอาญาโทษจำคุกไว้ก่อน ทั้งนี้แม้ศาลฎีกาฯจะบอกว่า บ้านและที่ดินเป็นของตน แต่เมื่อยังไม่มีการโอนสิทธิให้ตน แล้วจะไปแจ้งในบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.ว่า บ้านเป็นของตนได้อย่างไร ดังนั้นจึงไม่ถือว่า ให้การขัดแย้ง เพราะให้การตามเอกสารหลักฐานที่มีอยู่จริง
ส่วนที่ไม่แจ้งขอทะเบียนบ้าน เพราะบ้านหลังนี้เป็นของนายไพโรจน์ ส่วนตัวไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อสร้าง ไม่เคยรู้เรื่อง ส่วนเหตุที่นำเงินพรรคไปสร้างบ้านนั้น เนื่องจากเป็นเงินที่เหลือจากการเลือกตั้งเพราะไม่ได้ใช้เงินมากในการเลือกตั้ง ทำให้มีเงินเหลือนำมาสร้างเรือนรับรอง เพื่อรับแขกและชาวบ้านที่มาร้องเรียนขอความช่วยเหลือ ส่วนที่ไม่แจ้งทรัพย์สินในส่วนเงินสดต่อป.ป.ช.
ทั้งนี้ เพราะการเป็นนักการเมืองต้องมีเงินสดสำรองติดอยู่กับบ้าน เพราะไม่รู้จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง อีกทั้งต้องดูแลฐานการเมืองท้องถิ่น เพราะสมัยก่อนมีการเลือกตั้งบ่อยมาก ถามว่าผิดหรือไม่ที่ไม่แจ้งต่อป.ป.ช. ถือว่าผิด ซึ่งถูกศาลฎีกาฯลงโทษอย่างสาหัส ด้วยการตัดสิทธิทางการเมือง ทุกอย่างใช้กรรมไปหมดแล้ว แต่การไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินกับการทุจริตต่อหน้าที่เป็นคนละเรื่อง
“ผมไม่เคยทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งกรณีทั้งหมดเกิดขึ้นก่อนปี 2540 ก่อนที่จะมีองค์กรอิสระอย่างป.ป.ช. และกกต.ขึ้น ทั้งนี้ ขอตั้งข้อสังเกตว่า ญัตติที่ป.ป.ช.ยื่นให้สนช.ถอดถอนผมเป็นเรื่องร่ำรวยผิดปกติ แต่คำถามทั้งหมดรู้สึกว่า เหมือนจงใจถามเรื่องปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ที่เป็นคนละประเด็นกัน และตนได้ถูกศาลฎีกาฯตัดสินลงโทษไปแล้ว”นายสมศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากจบกระบวนการซักถามแล้ว นายสุรชัย กล่าวว่า ได้นัดให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาแถลงปิดสำนวนคดีอีกครั้งในวันที่ 12 พ.ย. โดยป.ป.ช.แจ้งว่า จะแถลงปิดสำนวนด้วยเอกสาร ดังนั้น ในวันที่ 12 พ.ย. โดยจะมีนายสมศักดิ์เป็นผู้มาแถลงปิดสำนวนด้วยวาจาเพียงฝ่ายเดียว
ภาพประกอบข่าว







