posttoday
เปิด2ทางบริหารเศรษฐกิจ ‘ยับยั้งและปฏิรูป’

เปิด2ทางบริหารเศรษฐกิจ ‘ยับยั้งและปฏิรูป’

05 พฤศจิกายน 2558

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สถานการณ์ของประเทศในขณะนี้อยู่ในช่วงความจริงปรากฏ หากไม่เร่งเข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างจะเกิดความลำบาก และถ้าได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงจะเป็นโอกาสทองของประเทศ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศได้เผชิญกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ จึงจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องขับเคลื่อนนโยบายสองอย่างไปพร้อมกัน คือ การยับยั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจไปพร้อมกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สถานการณ์ของประเทศในขณะนี้อยู่ในช่วงความจริงปรากฏ หากไม่เร่งเข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างจะเกิดความลำบาก และถ้าได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงจะเป็นโอกาสทองของประเทศ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศได้เผชิญกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ จึงจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องขับเคลื่อนนโยบายสองอย่างไปพร้อมกัน คือ การยับยั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจไปพร้อมกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ การยับยั้งการชะลอตัวนั้น รัฐบาลไม่ได้มีความตั้งใจจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตสวนกระแสความเป็นจริง จะให้การส่งออกเติบโตทั้งที่เศรษฐกิจโลกชะลอก็ถือว่าฝันไปแล้ว หรือใส่งบประมาณลงไปเพื่อให้เศรษฐกิจโต 5-6% ก็ไม่มีประโยชน์ แต่สิ่งที่ทำคือมีมาตรการเพื่อไม่ให้เกิดวงจรเช่นเดียวกับที่เคยเกิดในปี 2540 นั่นคือเกษตรกรกว่า 30 ล้านคน ที่มีรายได้คิดเป็น 10% ของจีดีพีกำลังการ
ซื้อลดลง ซึ่งในที่สุดจะกระทบต่อเอสเอ็มอี ธุรกิจขนาดใหญ่ และธนาคารพาณิชย์ก็ไม่ปล่อยสินเชื่อ

ทำให้หลังจากทีมเศรษฐกิจชุดใหม่เข้ามาเพียง 2 สัปดาห์ ได้มีมาตรการเพื่อยับยั้งการชะลอตัวดังกล่าว เริ่มจากโครงการให้กู้ยืมผ่านกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าทำ เพราะเกรงว่าจะเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ แต่เห็นว่าช่องทางนี้มีความจำเป็นเพราะเงินลงไปสู่เศรษฐกิจได้เร็ว มาตรการลงทุนตำบลละ 5 ล้านบาท เร่งรัดการลงทุนโครงการขนาดเล็ก และโครงการช่วยเหลือเอสเอ็มอี

นายสมคิด กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มีการแสดงความกังวลว่าจะเกิดปัญหาเหมือนช่วงวิกฤตปี 2540 มีปัญหาหนี้เสียและจะกระทบกับฐานะทางการคลังหรือไม่ แต่อยากรับรองว่าตนและกระทรวงการคลังโดย รมว.คลัง อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ จะทำอะไรนั้นได้พิจารณาถึงผลประโยชน์อย่างรอบคอบแล้ว

ทั้งนี้ ในรายละเอียดการใช้งบประมาณนั้น ในส่วนของกองทุนหมู่บ้านนั้นงบประมาณจริงๆ มีการใช้ในส่วนของการชดเชยดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ 2,000 ล้านบาท ใช้สำหรับโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท มูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาท โครงการช่วยเหลือ เอสเอ็มอีใช้ในส่วนชดเชยดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และลดภาษีรวมแล้ว 8,000 ล้านบาท และส่วนของมาตรการอสังหาฯ อีกประมาณหมื่นล้านบาท รวมแล้วประมาณ 5.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่ได้ใช้งบมหาศาลอย่างที่มีความกังวล และขณะนี้ก็ยังไม่พบว่ามีปัญหา

“มาตรการที่ออกมาจะออกผลเต็มที่ในปลายไตรมาส 4 ของปีนี้และต่อเนื่องไปถึงไตรมาสแรกของปีหน้า และเงินที่ลงไปนี้จะลงไปหมุนในระบบเศรษฐกิจอีกไม่รู้เท่าไหร่ และจะช่วยให้ผ่านช่วงนี้ไปได้ ส่วนเอ็นพีแอลแบงก์ถ้าเพิ่มก็ต้องดูว่าแบงก์บริหารยังไง แต่ถ้าดูเอสเอ็มอีตอนนี้เพิ่มขึ้น 0.1-0.2% แต่ที่เพิ่มตอนนี้คือบัตรเครดิตซึ่งก็คือการใช้จ่ายของชนชั้นกลางและหนี้เสียจากเหล็กแล้วแบงก์ไหนที่อ่วม อันนี้อย่าโทษนโยบายของรัฐบาล และปีหน้าถ้าเมืองจีนไม่หนักหนามาตรการที่ออกมาส่วนนี้จะไปช่วยชดเชยส่วนของส่งออกที่ลดลงได้พอสมควร” สมคิด กล่าว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นอกจากการหยุดการชะลอตัวของเศรษฐกิจแล้ว ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าการปฏิรูป เพราะจริงๆ แล้วประเทศไทยมีความเปราะบางกว่าประเทศอื่นๆ ส่วนที่จะปฏิรูปนี้คือต้องสร้างความสมดุลของการเติบโตจากต่างประเทศและในประเทศ หลังจากช่วงที่ผ่านมาประเทศได้ใช้งบประมาณและพึ่งพิงภาคส่งออก แต่การจะหันกลับมาสร้างความสมดุลในประเทศนี้จะต้องทำให้รายได้ของคนในประเทศดีขึ้น คือต้องพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานราก

นอกจากนี้ ส่วนที่สำคัญสำหรับการปฏิรูปประเทศนั้น คือ การพัฒนาด้านการศึกษาที่จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญมาก ซึ่งคาดว่าเร็วๆ นี้ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะพบว่ามีปัญหาอยู่มาก โดยเฉพาะปัญหาของครูที่มีหนี้สินมาก คือมีหนี้กับธนาคารออมสินอยู่ 5 แสนล้านบาท สหกรณ์ออมทรัพย์อยู่ 7 แสนล้านบาท

ส่วนถัดมาที่ต้องปฏิรูปคืออุตสาหกรรม ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้ออกนโยบายการพัฒนาเป็นรายคลัสเตอร์ที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาสินค้า อุตสาหกรรมให้เกิดความแตกต่างสามารถแข่งในเวทีโลกได้  ประเทศไทยเองขณะนี้ชัดเจนแล้วว่าจะต้องพัฒนาเป็นคลัสเตอร์ และมาตรการสนับสนุนก็ออกมาแล้วโดยบีโอไอ รวมถึงนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ มีคณะกรรมการบริหารที่ชัดเจน และในส่วนของคลัสเตอร์จะมีคณะกรรมการบริหารแต่ละคลัสเตอร์ที่จะทำงานในด้านการตลาดสื่อสารกับนักลงทุนต่างชาติด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท