
‘ประยุทธ์’​ กู้วิกฤต ยึดโรดแมป ฟื้นเชื่อมั่น
กลายเป็นหนังคนละม้วน เมื่อล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกโรงชี้แจงไม่เคยคิด “ปิดประเทศ” อย่างที่เข้าใจ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กลายเป็นหนังคนละม้วน เมื่อล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกโรงชี้แจงไม่เคยคิด “ปิดประเทศ” อย่างที่เข้าใจ แถมยังเป็นคนที่ขันอาสาเข้ามา “เปิดประเทศ” หลังถูกปิดมานาน
“สิ่งที่กำลังทำวันนี้กำลังทำให้เปิดประเทศ ซึ่งมันถูกปิดมานานแล้ว ปิดด้วยความรู้สึก ความเกลียดชัง การทุจริต ไม่โปร่งใส อันนี้มันปิดอยู่แล้ว ผมอยากจะเปิดมันอยู่แล้ว จะไปทำให้มันปิดอีก”
ต่างจากสิ่งที่พูดในการประชุมแม่น้ำ 5 สายที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่ระบุว่า “ฝ่ายการเมืองไม่ต้องระแวงผมหรอกครับ บอกกันตลอดว่าผมจะอยู่ในอำนาจต่อ แต่บอกไว้ว่าถ้าไม่สงบเรียบร้อย ผมก็ต้องอยู่ เอาอย่างนี้ไหมจะได้พูดกันให้รู้เรื่องเสียที อยู่ที่พวกท่านนั่นแหละ ถ้าไม่เลิกกันก็อยู่กันอย่างนี้ ปิดประเทศก็ปิดกันไป”
วิเคราะห์แล้วท่าทีที่เปลี่ยนไปมาจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่รุมถล่ม พล.อ.ประยุทธ์ อย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นไปเพราะเหตุผลเรื่อง “พูดเล่น” หรือ “ข่มขู่” กลุ่มต่อต้านรวมถึงมือที่สามไม่ให้ออกมาสร้างปัญหาสั่นคลอนเสถียรภาพคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
แต่เนื่องจากเป็นท่าทีของผู้นำประเทศแถมยังกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ ทุกความเคลื่อนไหวจึงมี “ความหมาย” เพราะอาจหมายถึง “สัญญาณ” ที่ถูกตีความไปต่างๆ นานา สุดท้ายกลายเป็นชนวนที่ทำลาย“ความเชื่อมั่น” รุนแรง
ต้องยอมรับว่าโรดแมปเดินหน้าสู่การคืนอำนาจและเลือกตั้งในอีก 20 เดือนข้างหน้า ตามสูตร 6+4+6+4 ช่วยทำให้รัฐบาลรัฐประหารเป็นที่ยอมรับในสายตาต่างชาติ
ยิ่งภายหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้เวทีประชุมสหประชาชาติ ประกาศถึงเส้นทางปฏิรูปของประเทศไทย ที่เสมือนเป็นสัญญาประชาคมที่ทั่วโลกรับรู้รับทราบโดยทั่วกัน ที่ช่วยให้ต่างชาติที่คิดจะเข้ามาลงทุนหรือค้าขายกับไทยได้เห็นความชัดเจนประกอบการตัดสินใจ
แต่การฉีกสัญญาประชาคมกลางเวทีสภาด้วยคำพูดว่าพร้อมอยู่ยาวและปิดประเทศ มีแต่จะทำให้ความเชื่อมั่นทั้งหมดที่พยายามกอบกู้ต้องสูญหายไป ที่สำคัญความเชื่อมั่นส่งผลไปถึงทุกๆ เรื่องนับจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการค้า การลงทุน การร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดจนการปฏิรูป
เพื่อไม่ให้ทุกอย่างเสียหายไปมากกว่านี้ ทำให้นายกฯ ประยุทธ์ ต้องรีบกลับมาชี้แจง
“วันนี้ผมตอบเคลียร์เรื่องปิดประเทศก็ตอบแล้ว ใครจะไปประกาศปิด ถ้าหุ้นมันตก มันตกเพราะสื่อ ฉันพูดของฉันในสภา บางเรื่องเป็นเรื่องที่พูดได้ข้างใน แต่ก็ชอบแหกเอาไปข้างนอก”
ก่อนจะไหลยาว “อะไรที่ผมพูดนิดๆ หน่อยๆ ผิด เติมขยายเข้าไปเรื่อย ผมก็เป็นมนุษย์นะ ปุถุชนธรรมดาคนหนึ่งนะ ถ้าผมเป็นคนขี้หมากาไก่ จะด่าผมก็ด่ามาเถอะ ถ้าผมไม่ทำอะไร มาแสวงประโยชน์ก็ด่ามา ผมรับได้ทั้งหมด แต่นี่ผมทุ่มเททุกอย่างแล้วมาว่าผมทุกวันอย่างนี้ จับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาว่าผม ให้คนอื่นมาคอมเมนต์ด่าผม มันใช่ไหมล่ะ เออมันน่ารังเกียจ”
สัญญาณเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า หาก คสช.ไม่อาจนิ่งนอนใจปล่อยให้ “ความเชื่อมั่น” ต้องเสียหายหนักไปมากกว่านี้ พร้อมยืนยันหนักแน่นว่าทุกอย่างจะเดินไปตามโรดแมปอย่างเคร่งครัด เพราะเส้นทางข้างหน้าต้องอาศัยความเชื่อมั่นช่วยกรุยทาง
เริ่มตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจที่หลายสำนักวิเคราะห์ตรงกันว่าปีหน้าจะย่ำแย่กว่าปัจจุบัน แม้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แม่ทัพเศรษฐกิจคนใหม่จะงัดมาตรการลด แลก แจก แถม มาอัดฉีดให้ฟันเฟืองแต่ละตัวขับเคลื่อนต่อไปได้ แต่หากขาดความเชื่อมั่นแล้วทุกอย่างย่อมติดขัดไม่อาจเดินหน้าไปได้
ถัดมาที่เรื่อง “รัฐธรรมนูญ” ซึ่งเวลานี้กำลังเผชิญหน้ากับแรงเสียดทานรุนแรง เมื่อ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ชงสูตรเลือกตั้งใหม่แบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ไม่เคยใช้ที่ใดในโลกมาใช้เป็นแห่งแรก
เมื่อหลายฝ่ายเห็นว่าสถานการณ์เปราะบางเช่นนี้ ไม่ควรใช้ประเทศเป็น “หนูทดลองยา” กับระบบใหม่ แต่ควรไปหาระบบที่คุ้นเคยหรือระบบที่ใช้ได้จริงที่สากลใช้กัน
แผลเก่าเมื่อครั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ยังถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปเพื่อยื้อเวลาอยู่ในอำนาจของ คสช.ให้นานออกไป
หากรอบนี้มีอันต้องสะดุดในชั้น “ประชามติ” อีกรอบ ย่อมทำให้ข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจรุนแรงมากขึ้น แถมเกิดปัญหาแทรกซ้อนตามมาได้ง่าย
ยังไม่รวมกับเรื่อง “ปฏิรูป” ที่อุตส่าห์ทำกันมาหากประชาชนเสียความเชื่อมั่นในตัว คสช.ย่อมกระทบถึงความเชื่อมั่นถึงการปฏิรูปที่พยายามทำมา เช่นเดียวกับเรื่อง “ปรองดอง” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ขีดเส้นตั้งเป้าทำให้เสร็จภายในปี 2559 หากกลไกต้นทางไม่ได้รับความเชื่อมั่น ผลที่ออกมายากที่จะได้รับการยอมรับ
ความเชื่อมั่นจึงเป็นสิ่งที่ คสช.ต้องเร่งสร้างและรักษาให้อยู่จนถึงสุดปลายทางโรดแมป ซึ่งจะเป็นปัจจัยช่วยให้การรัฐประหารไม่เสียของ







