
เวทีเสวนาแนะเสริมสร้างรากหญ้า-ปั้นคนรุ่นใหม่ต้านโกง
เวทีเสวนาแนะแก้ปัญหาการทุจริตต้องเปลี่ยนทัศนคติชุมชนให้ไม่ยอมรับการโฏง พร้อมสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีจิตสำนึก
เวทีเสวนาแนะแก้ปัญหาการทุจริตต้องเปลี่ยนทัศนคติชุมชนให้ไม่ยอมรับการโฏง พร้อมสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีจิตสำนึก
เมื่อวันที่ 4 พ.ย. เวลา 14.40 น. ได้มีการเสวนาในหัวข้อ "ทำอย่างไร... ประเทศไทยไร้ทุจริต" ภายในงานเปิดตัวมูลนิธิต่อต้านการทุจริต ซึ่งจัดขึ้น ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี โดยนางจุรี วิจิตรวาทการ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตของไทยดีหลายฉบับ แต่ถ้าจิตใจคนไม่ดีก็จะหาทางซิกแซกกัน ดังนั้นการที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมบุคคลทำไม่ให้โกงมี 3 ระดับคือ
1.การใช้กฎหมายและระเบียบบังคับ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นการบังคับภายนอก ขณะเดียวกันคนไทยชอบการท้าทายกฎหมาย เราไม่ได้เคารพกฎหมายจากจิตวิญญาณ ที่ผ่านมาไทยเน้นเรื่องกฎหมายเยอะ แต่ต่อให้กฎหมายจะดีแค่ไหนคนก็จะบิดเบือนเสมอ ทำให้คนดีเสียกำลังใจ
2.เรื่องบทลงโทษทางสังคม คนที่ทำผิดเรายังยกมือไหว้ คนรวยเราก็กลัวเขา เพราะการลงโทษทางสังคมไม่เข้มข้น บางประเทศนักการเมืองโกงต้องลาออกทันที นี่คือบทลงโทษทางสังคม เพราะเขาละอาย สิ่งเรานี้เรายังไม่มี เราต้องเปลี่ยนสังคมสำหรับความคิดที่ว่า รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดคน เป็นเปลืองตัวหน่อยไม่เป็นไร หากเราทำเรื่องดีเพื่อช่วยสังคม
3.การปลูกฝังจิตสำนึก แม้ทำยากแต่ต้องทำ โดยเริ่มต้นจากพ่อแม่ โดยเป็นตัวอย่างที่ดีคือต้องทำอย่างไรให้รู้สึกผิดชอบชั่วดี ให้เด็กรู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ เพราะวันหนึ่งถ้าเขาเผชิญสถานการณ์ที่ล่อแหล่มเขาจะไม่ทำมัน ดังนั้น สถาบันครอบครัวต้องเข้มแข็งในการหล่อหลอมเด็ก นอกจากนี้หน้าที่ต่อไปคือ โรงเรียนจะมีบทบาทสำคัญในการสอนค่านิยมให้คนเป็นคนดี
ด้าน นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นประเทศไทย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยถูกคนอื่นตราหน้าว่า เป็นคนห่วยในเอเชียในเรื่องคอร์รัปชั่น เพราะมองว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นในไทยมีสูง เทียบกับเพื่อนบ้าน เป็นเรื่องที่ประเทศไทยเจ็บช้ำเรื่องนี้พอสมควร ซึ่งตนยังยินดีว่า หลายปีที่ผ่านมา มีกระบวนการรณรงค์ออกมาต่อสู้กับการทุจริต มีภาคีเครือข่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อยากเน้นเรื่องป้องกันว่า ในระหว่างรอเยาวชนที่กำลังปลูกฝังให้เขามีจิตสำนึก แต่ก็จะปล่อยให้ประเทศเป็นอย่างนี้ไม่ได้ ต้องหาทางป้องกันรวมถึงปราบปรามด้วย
นายประมนต์ กล่าวว่า สำหรับภาคเอกชนถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา การทุจริตเกิดขึ้นเพราะเป็นการสมยอมระหว่างคนให้กับคนรับ ซึ่งเอกชนเองก็ต้องมีความรับผิดชอบ ต้องทำให้กระบวนการต่างๆ ระหว่างรัฐกับเอกชนมีความโปร่งใส การทุจริตก็จะเกิดขึ้นได้ยาก โดยตั้งแต่ครม.ชุดนี้เข้ามา และตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) มีเรื่องหนึ่งที่ทำแล้วมีผลคือ เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างที่ในอดีตมีปัญหาสมยอมกันระหว่างรัฐกับเอกชน แต่ต่อไปต้องให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการเข้าไปสังเกตการณ์ว่า กระบวนการประมูลนั้นๆ มีความโปร่งใสหรือไม่ มีการเขียนทีโออาร์อย่างไร และกระบวนการจัดประมูลสมบูรณ์หรือไม่ สามารถตรวจสอบได้หรือไม่ ราคากลางมีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะในอดีตมีการตั้งราคากลางสูงเกินความเป็นจริง ซึ่งตอนนี้มีมาตรการแล้ว โครงการใหญ่ที่อยู่ในความสนใจประชาชนต้องมีกระบวนการเหล่านี้ และต่อไปจะมีพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างออกมา
นายประมนต์ กล่าวอีกว่า ภาพรวมต่อสู้การทุจริตถ้าประชาชนในประเทศไม่เห็นความสำคัญจะไม่ประสบความสำเร็จหรือสามารถแก้ปัญหาได้แค่ในระยะสั้นเท่านั้น เราต้องปลูกและปลุกจิตสำนึกให้คนในประเทศลุกขึ้นมาตระหนักว่านี่คือธุระของฉัน ภาษีของฉันที่ถูกโกงไป นี่คือการแก้ปัญหาด้วยความยั่งยืน เราต้องลงไปทำงานกับเยาวชน ให้มีทัศนคติที่ถูกต้อง ส่วนตอนนี้อะไรที่ทำได้ต้องทำก่อนคือ การปฏิรูปนำไปสู่การปฏิบัติที่จะทำให้การทุจริตลดลงน้อยที่สุด ทุกคนจะต้องถามตัวองว่า เราจะมีส่วนร่วมกันได้อย่างไร ขอฝากไว้ว่า ไม่ว่าเราจะเป็นใคร ข้าราชการ เอกชน หรือประชาชน เราต้องตั้งใจมีส่วนร่วมแล้วบอกไม่ยอมรับทุจริต บอกคนอื่นไม่ให้ไปร่วมสังฆกรรมการกับทุจริต เพราะการลงโทษทางสังคมคือ พลังที่สูงที่สุด
ขณะที่ นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และประธานมูลนิธิต่อต้านการทุจริต กล่าวว่า การทุจริตมีทุกหย่อมหญ้า เป็นปัญหามหาศาลจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายที่จะแก้ปัญหา แต่เราต้องไม่ท้อแท้หรือสิ้นหวัง เวลาตนลงพื้นที่จะมีชาวบ้านบอกว่า ท่านอย่าทิ้งงานนี้ อย่าปล่อยให้บ้านเมืองกลับสู่รอยเดิม จึงเป็นโจทย์ว่า จะทำอย่างไรไม่ให้เข้าสู่รอยเดิม การปฏิวัติเหมือนโยนหินลงจอกแหน แต่จอกแหนไม่ได้หายไปไหน เพราะเราไม่ได้เก็บมัน ไม่ได้ทำให้น้ำใสสะอาด โจทย์นี้คำตอบจึงอยู่ที่ชุมชน ตนได้บอกกับนายกฯไปว่า เราจะทำจากข้างล่างเพื่อขึ้นไปข้างบน ตรงนี้เป็นพื้นฐานสำคัญมาก เพราะสิ่งที่จะหล่อหลอมจิตสำนึกสังคมก็มาจากคอบครัว โรงเรียน และศูนย์กลางของศาสนาต่างๆ ซึ่งตามยุทธศาสตร์การป้องกันการทุจริตในการศึกษาและศาสนาที่ตนรับผิดชอบ ตอนแรกคิดว่า ถ้าเราพูดกับชาวบ้านให้ความรู้เรื่องการป้องกันการทุจริตก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่มันไม่ได้ ไปพูดปาวๆ พูดอย่างนี้มาสิบกว่าปีแล้วการทุจริตยังเหมือนเดิม และกลับยิ่งร้ายกว่าเดิม ซึ่งมีคนให้แนวทางกับข้อสังเกตตนว่า เวลาคนพวกนี้หลบเลี่ยงไปท่านจะตามทันหรือเปล่า
“ปัญหาที่หนักคือ การทุจริตเชิงนโยบายเราก็ตามจับเหมือนกับว่าตามหลังเขามาตลอด แต่เราจะทำอย่างไรเราถึงจะดักหน้าเขาได้ จะไม่เดินตามหลังพวกทุจริต หรือกลุ่มที่จะทำลายบ้านเมืองอีกต่อไปแล้ว ดังนั้น สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้เราต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงทัศนคติชุมชน การเสริมสร้างการป้องกันการทุจริตต้องมาจากรากหญ้า ต้องมาจากพื้นฐานประชาชน ต้องสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาให้ออกไปรับใช้ประชาชน”นายวิชากล่าว
นายวิชา กล่าวอีกว่า เรายังมีเส้นทางเดินอีกยาวไกล บ้านเมืองของเรามีปัญหามานานที่จะต้องแก้ไขอีกเยอะแยะ มูลนิธิต่อต้านการทุจริตหรือองค์กรต่างๆ จะจับมือกันแบบหลวมๆ คงไม่ได้ แต่ต้องทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง ต้องเป็นเครือข่ายแท้จริง ไม่ใช่แบบเทียม ต้องผนึกด้วยจิตวิญญาณของนักต่อสู้ เมื่อเราเห็นประเทศไทยเป็นรัฐล้มเหลว แล้วเราต้องรู้สึกทนไม่ได้ ต้องคิดว่าเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องต่อสู้ ร่วมจิตร่วมใจกัน ตนเชื่อว่า ประเทศไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองอยู่ คนไทยเก่ง มีสติปัญญา ไม่อย่างนั้นคงรักษาบ้านเมืองไม่ได้จนบัดนี้ แต่จะเอาตัวรอดแบบแต่พอตัวไม่ได้ ต้องรอดทั้งชาติ ต้องขอฝากการเปิดตัวของมูลนิธิครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้น ต้องทำงานร่วมกันอย่างเข้มเข็งจนกว่าลมหายใจสุดท้ายของพวกเรา







