
LPG ขายเกินราคา!
การปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีเมื่อต้นปี 2558 ทำให้ภาคประชาชนเริ่มเบนความสนใจมาสู่ราคาที่ผู้บริโภคจ่ายจริงเมื่อส่งถึงบ้าน แต่ดูเหมือนยังมีความสับสนในกลไกโครงสร้างใหม่อยู่ด้วย
การปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีเมื่อต้นปี 2558 ทำให้ภาคประชาชนเริ่มเบนความสนใจมาสู่ราคาที่ผู้บริโภคจ่ายจริงเมื่อส่งถึงบ้าน แต่ดูเหมือนยังมีความสับสนในกลไกโครงสร้างใหม่อยู่ด้วย
ก่อนอื่น ฝ่ายที่ทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค ควรจะทราบว่า การกำกับดูแลราคาแอลพีจีนั้นมี 2 ส่วน
...ส่วนแรกขึ้นอยู่กับกระทรวงพลังงานที่เป็นโครงสร้างราคาตั้งแต่ระดับผลิต-จัดหา ถึงขายส่ง ณ คลังก๊าซ ซึ่งได้ปรับโครงสร้างโดย “คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน” (กบง.) และประกาศเป็นราคาอ้างอิงในเว็บของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ทั้งนี้ “ราคาค้าปลีก (Retail)” และ “ค่าการตลาด” เป็นเพียงประมาณการ เพราะ กบง.มิได้มีอำนาจบังคับ
...อีกส่วนคือ ราคาที่ถึงตัวผู้บริโภคซึ่งอยู่กับกระทรวงพาณิชย์ คือ “คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ” (กกร.) ซึ่งออกประกาศ “ราคาขายปลีกแนะนำ” สำหรับแอลพีจีในถัง 15 กก. ที่ร้านค้าปลีกในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น จ.นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี โดยรวมค่าส่งในรัศมีไม่เกิน 5 กม.จากร้านจำหน่ายและไม่มีการขนขึ้นบนอาคารสูง (ในทางปฏิบัติหากส่งเกินพิกัดก็สามารถคิดค่าบริการได้ แต่ต้องสมเหตุสมผล)
ทุกครั้งที่มีการปรับราคาค้าปลีกโดย กบง. ก็จะมีการออกประกาศโดย กกร.ตามมาลงนามโดยเลขาธิการ คือ อธิบดีกรมการค้าภายใน เช่น เมื่อ กบง.ลดราคาแอลพีจีลง 1 บาท/กก. ตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค. 2558 ราคาค้าปลีกอยู่ที่ 22.96 บาท/กก. (344.4 บาท/ถัง 15 กก.) ลดลง 15 บาท/ถัง กกร.ก็ออกประกาศ “ราคาแนะนำ” ใหม่ ให้จำหน่ายแอลพีจีราคาถังละ 380 บาท จากเดิม 395 บาท หรือในครั้งล่าสุดที่ กบง.ลดราคาแอลพีจีลง 0.67 บาท/กก. ทำให้ราคาค้าปลีกลงมาอยู่ที่ 22.29 บาท/กก. (334.35 บาท/ถัง) ลดลง 10 บาท/ถัง กกร.ก็ประกาศ “ราคาแนะนำ” ลดลงเป็น 370 บาท/ถัง ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ย. 2558
ทั้งสองกรณีแสดงว่าราคาแนะนำของ กกร.สูงกว่าราคาขายปลีก สนพ.อยู่ 35.6 บาท/ถัง หรือ 2.37 บาท/กก. นอกเหนือจากค่าการตลาด 3.2566 บาท/กก. ตามโครงสร้างของ สนพ.
สันนิษฐานได้ว่า กกร.รับฟังคำร้องเรียนของ “สมาคมผู้ค้าปลีกแอลพีจี” ว่า “ค่าการตลาด” 3.2566 บาท/กก.ในโครงสร้าง สนพ.ที่ใช้มากว่า 10 ปีแล้วนั้น ไม่เพียงพอ แต่หน่วยงานราชการทั้งสองก็ควรให้ความชัดเจนต่อสาธารณะ ว่า แต่ละส่วนมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง
อย่างไรก็ตาม หากผู้ใดพบว่า มีการจำหน่ายแอลพีจีบรรจุถังโดยมิได้ติดป้ายแสดงราคา (และค่าบริการส่งถึงสถานที่) หรือจำหน่ายสูงกว่าราคาที่แสดง หรือจำหน่ายในราคาที่สูงเกินสมควร ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการมีทั้งโทษปรับและจำคุก ให้แจ้งที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ตัวอย่างความผิดที่เคยมีการลงโทษ อาทิ การบรรจุก๊าซในถังเพียง 12-13 กก. (แทน 15 กก.) ซึ่งร้านค้าได้ถูกปรับและโรงบรรจุก๊าซที่เกี่ยวข้องก็ถูกตรวจสอบว่าได้กระทำผิด พ.ร.บ.ชั่งตวงวัดหรือไม่ (ตามข่าววันที่ 7 ส.ค. 2558) ทั้งนี้ประชาชนควรตรวจสอบพลาสติกที่ปิดหัววาล์วบนถังก่อนทุกครั้ง หากมีการแกะ หรือมีรอยฉีกขาด ก็ให้แจ้งมาที่ 1569
...นั่นเป็นเรื่องของราคาส่วนที่กระทรวงพาณิชย์กำกับดูแล ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ ใครที่จ่ายสูงกว่าราคาประกาศ กกร.สามารถแจ้ง 1569 และติดตามผลการตรวจสอบว่าสมเหตุสมผล หรือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค
...อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่กระทรวงพลังงานกำกับดูแล ปรากฏว่ามีการเข้าใจผิด อาจจะสับสนตัวเลข หรือสับสนในหลักการ...
ตั้งแต่เดือน ก.พ. 2558 กบง.ได้ปรับโครงสร้างราคาตั้งต้นของการใช้แอลพีจีทุกชนิดให้เป็นราคาเดียวกัน โดยใช้ค่าเฉลี่ยตามน้ำหนักของต้นทุนจาก 3 แหล่งจัดหาหลักๆ ได้แก่ โรงแยกก๊าซ โรงกลั่นน้ำมันและนำเข้า ซึ่งใช้ราคาซีพี หรือราคาตลาดที่ซาอุดิอาระเบีย บวกด้วยค่าขนส่ง 85 เหรียญสหรัฐ/ตัน โดย กบง.มีการประชุมเพื่อพิจารณาโครงสร้างราคาและอัตรากองทุนน้ำมันทุกเดือน อนึ่งยังมีแหล่งที่ 4 ที่น้ำหนักเพียงประมาณ1.5% คือแหล่งลานกระบือ (ปตท.สผ.) ที่เพิ่มเข้าไปตั้งแต่เดือน เม.ย. 2558
ดังนั้น ราคาต้นทุนในโครงสร้าง สนพ.จึงเป็นค่าเฉลี่ยดังกล่าว ซึ่งปกติแต่ละตัวจะไม่เท่ากัน ในช่วงปี 2551-ต.ค. 2558 ราคานำเข้าโดยเฉลี่ยสูงกว่าราคา ณ โรงแยกก๊าซประมาณ 140% แต่ในช่วงที่ราคาตลาดโลกลดลงเร็วมาก อย่างเดือน ก.ค.และ ก.ย.ที่ผ่านมา ราคานำเข้าต่ำกว่าราคา ณ โรงแยกก๊าซเล็กน้อย เพราะราคาในตลาดโลกลดลงมากอย่างรวดเร็ว ขณะที่ราคาวัตถุดิบของโรงแยกก๊าซจะลดลงช้ากว่า แต่พอมาเดือน ต.ค. 2558 ราคานำเข้ากลับมาสูงกว่าราคา ณ โรงแยกก๊าซ และมีแนวโน้มจะสูงกว่ามากขึ้นอีกในเดือน พ.ย.
หากจะมองแยกทีละตัวก็ต้องไม่บิดเบือนการเปรียบเทียบโดยนำราคาซีพีมาเทียบกับราคา ณ โรงแยกก๊าซ โดยไม่บวกค่าขนส่งจากตะวันออกกลาง ทำให้เกิดภาพลวงในช่วงสั้นนั้นๆ ว่า ราคา ณ โรงแยกก๊าซสูงกว่าตลาดโลกมาก
หากจะไม่ใช้ราคาเฉลี่ย แต่จะเลือกใช้ราคาตัวใดตัวหนึ่งเฉพาะเวลาที่ตัวนั้นต่ำที่สุด ก็ต้องมองในแง่ความเป็นจริง ว่า ควรใช้กลไกตลาดให้แหล่งผลิต-จัดหาต่างๆ แข่งขันกันจริงๆ หรือไม่? จะเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ได้ประสิทธิภาพและความยั่งยืนมากกว่าไหม? ไม่ใช่จะเอาแต่ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง







