
รัฐหนีไม่พ้นขึ้นแวต หาเงินอุดรายได้
ปัญหาการจัดเก็บรายได้ของประเทศเป็นเรื่องที่รัฐบาลวิตกและเป็นห่วงแต่ไม่กล้าแสดงออก เพราะไม่อยากให้นักลงทุนตื่นตกใจจนกระทบต่อเศรษฐกิจ
ปัญหาการจัดเก็บรายได้ของประเทศเป็นเรื่องที่รัฐบาลวิตกและเป็นห่วงแต่ไม่กล้าแสดงออก เพราะไม่อยากให้นักลงทุนตื่นตกใจจนกระทบต่อเศรษฐกิจ
สัปดาห์ที่ผ่านมา สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล เดินสายให้นโยบายกระทรวงการคลัง เรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งที่สั่งการให้กระทรวงการคลังดำเนินการ คือ เร่งปฏิรูปการเก็บภาษีโดยการขยายฐานการเก็บภาษีให้มากขึ้น แต่พยายามไม่ให้มีการสื่อสารออกไปว่ากระทรวงการคลังจะรีดภาษีเพิ่ม
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ออกมาเปรยก่อนหน้านั้นว่า รายได้ของประเทศมีจำกัด รัฐบาลอยากขึ้นภาษีมูลค่า (แวต) ที่ปัจจุบันลดอัตราการจัดเก็บจาก 10% เหลือ 7% แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจชะลอตัว การขึ้นภาษีแวตตอนนี้จะเป็นผลร้ายมากกว่าผลดีต่อเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลต้องขยายเวลาการลดภาษีแวตออกไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2559
ทั้งนี้ รัฐบาลรู้ดีว่าปัญหาการเก็บรายได้ของประเทศ ส่วนสำคัญมาจากการปฏิรูปภาษีไม่เป็นระบบ เพราะการปฏิรูปภาษีมักเกิดแรงต้านจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทำให้รัฐบาลเกิดแรงกดดันและต้องถอยหรือเบรกการเก็บปฏิรูปภาษีอย่างเป็นระบบทุกครั้งไป
นอกจากนี้ ยังมาจากปัญหาที่รัฐบาลไม่มีอธิบายการปฏิรูปภาษีทั้งระบบให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าใจ เพื่อลดแรงต้านรวมถึงการให้ความร่วมมือการปฏิรูปภาษี เพื่อสร้างความเพียงพอทางการคลังในการพัฒนาเศรษฐกิจ
ที่ผ่านมาสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ทำโรดแมปเรื่องการปฏิรูปภาษีไว้ชัดเจน แบ่งเป็น 3 ด้านที่สำคัญ คือ การปฏิรูปภาษีเพื่อส่งเสริมการแข่งขัน การปฏิรูปเพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการปฏิรูปเพื่อสร้างรายให้ประเทศอย่างเพียงพอ
ในด้านแรก สศค.ได้รายงานการดำเนินการเนินงานในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมาจำนวนมาก โดยเฉพาะการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% การลดภาษีการนำเข้าตามข้อตกลงการเปิดเสรีทางการค้า แต่อีก 2 ด้านที่เหลือยังไม่มีการดำเนินการ
เหตุผลที่รัฐบาลที่ผ่านมาปฏิรูปภาษีเป็นหย่อมๆ เพราะการลดภาษีได้คะแนนเสียงทางการเมือง ขณะที่การปฏิรูปในส่วนที่ต้องเก็บภาษีเพิ่ม รัฐบาลเก็บใส่ลิ้นชักไว้ก่อน
มาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงทีมเศรษฐกิจชุดแรก ที่มี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรี และมี สมหมาย ภาษี เป็น รมว.คลัง ได้ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปภาษีเพื่อสร้างรายได้และสร้างความเป็นธรรม เพราะโครงสร้างภาษีที่ไม่สามารถเก็บรายได้เพียงพอกับรายจ่ายจะเป็นอุปสรรคใหญ่ของการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต หากไม่อุดช่องโหว่นี้
ดังนั้น ทีมเศรษฐกิจที่มี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เป็นหัวเรือใหญ่ จึงจะเพิ่มภาษีแวตรวมถึงเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีทั้งสองตัวจะสร้างรายได้ให้ประเทศเพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดยการเก็บภาษีแวตเพิ่ม 1% จะทำให้กรมสรรพากรมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงปีละ 5-7 หมื่นล้านบาท หากเพิ่มทีเดียว 3% กรมสรรพากรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงปีละ 2.1-2.4 แสนล้านบาท
ขณะที่การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง นอกจากจะสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนในประเทศ ให้มีการกระจายการทำประโยชน์ที่ดินว่างเปล่ามากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ท้องถิ่นเก็บรายได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว มีการประเมินว่าท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มเป็นปีละ 2 แสนล้านบาท จากเดิมที่ได้ปีละ 5-6 หมื่นล้านบาท ทำให้รัฐบาลกลางประหยัดเงิน ไม่ต้องอุดหนุนท้องถิ่นมีเงินไปลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานอย่างมาก
สมหมาย ระบุเมื่อครั้งเป็น รมว.คลัง ว่า การเก็บภาษีของประเทศมีปัญหาไม่ขยายตัวเมื่อเทียบกับจีดีพี เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา การเก็บภาษีของประเทศอยู่ที่ 16-17% ต่อจีดีพี ปัจจุบันก็อยู่เท่าเดิม
อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าเก็บภาษีแวตเพิ่มขึ้น รวมถึงการเก็บภาษีที่ดินก็ต้องล้มไม่เป็นท่า เมื่อรัฐบาลประกาศยืดการลดแวตออกไปอีก 1 ปี ส่วนการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็ถูกนายกรัฐมนตรีเบรก จนถึงปัจจุบันทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของรัฐบาลก็ยังไม่มีท่าทีจะเสนอเดินหน้าเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ สศค.ได้ศึกษาและส่งเรื่องให้พิจารณาแล้ว
ในทางตรงข้ามทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ยังออกมาตรการลดแลกแจกแถมด้านภาษี ให้ผู้ประกอบการกลุ่มต่างๆ กันอีกยกใหญ่ แม้ว่าจะเป็นมาตรการสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ แต่ก็มีต้นทุนทำให้การเก็บภาษีของประเทศหายไปจำนวนไม่น้อย
ล่าสุด รัฐบาลยังต่อมาตรการลดหย่อนภาษีการลงทุนในกองทุนระยาวออกไปอีก 3 ปี สวนทางกับนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนหน้านี้ที่ต้องการให้ลดการอุดหนุนภาษีคนรวยหรือคนมีเงิน
ในปีงบประมาณ 2558 ที่ผ่านมา รัฐบาลเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าถึง 1.6 แสนล้านบาท เฉพาะกรมสรรพากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าถึง 2.3 แสนล้านบาท และต่ำกว่าเป้าเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ส่วนปีงบประมาณ 2559 คาดว่าจะมีปัญหาไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา เพราะล่าสุดคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.8% ต่ำกว่าที่ประมาณไว้ตอนประเมินการเก็บภาษีถึง 1% ยังไม่นับผลกระทบจากมาตรการลดหย่อนภาษีต่างๆ ที่ไม่ได้ประเมินไว้
ทั้งหมดนี้เชื่อว่าจะทำให้รัฐบาลถูกบีบให้ต้องขึ้นภาษีแวตในที่สุด เพราะเป็นมาตรการเพิ่มรายได้ที่ทำได้ทันที เทียบกับวิธีอื่นที่ต้องใช้เวลาและยังไม่ชัดเจนว่าจะได้ผล เช่น การให้ผู้ประกอบการทำบัญชีเดียวโดยไม่โดนเก็บภาษีย้อนหลังเพื่อจูงใจ หรือ การชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเพย์เมนต์ ที่ต้องใช้เวลาดำเนินการ
ส่วนการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หากรัฐบาลกล้าเดินหน้าวันนี้ กว่าจะมีผลบังคับใช้ก็กินเวลาอีก 1-2 ปี ซึ่งอาจจะช้าเกินไป
เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลจึงหนีไม่พ้นการปฏิรูปภาษีเพื่อหารายได้ให้กับประเทศ โดยการเก็บภาษีแวตเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลสามารถอธิบายให้ภาคธุรกิจเข้าใจได้ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ลดแลกแจกแถมภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ไปเป็นจำนวนมาก ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องขอรายได้เพิ่ม
สำหรับบุคคลธรรมดาที่รัฐบาลมีแผนลดภาษีให้ก็ควรพ่วงการปฏิรูปการเพิ่มรายได้ โดยขึ้นภาษีแวตไปพร้อมกัน เพราะรัฐบาลได้ส่งเสริมคนที่ทำงานให้เสียภาษีน้อยลง ขณะที่การเพิ่มภาษีแวตเป็นภาระคนที่ใช้มากต้องจ่ายมากเพื่อนำไปพัฒนาประเทศ
นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจปีหน้ารัฐบาลก็มองว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นซึ่งเอื้อให้ขึ้นภาษีแวต ส่วนจะเพิ่มเท่าไรเป็นเรื่องที่รัฐบาลประเมินให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจได้ แต่การไม่เก็บเพิ่มเลยอีกต่อไปน่าจะเป็นผลร้ายมากกว่าผลดีกับเศรษฐกิจ เพราะรายได้ไม่พอกับการใช้จ่ายของประเทศ







