
อย่าลืมผู้มีรายได้น้อย
กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เกิดขึ้นโดยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2547 ตามแผนพัฒนาตลาดทุนไทย รัฐบาลในสมัยนั้นให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ที่ลงทุนใน LTF เพื่อจูงใจให้ซื้อหน่วยลงทุน โดยสามารถนำเงินลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีได้จนถึงปี 2559 ซึ่งเป็นปีสุดท้าย
กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เกิดขึ้นโดยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2547 ตามแผนพัฒนาตลาดทุนไทย รัฐบาลในสมัยนั้นให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ที่ลงทุนใน LTF เพื่อจูงใจให้ซื้อหน่วยลงทุน โดยสามารถนำเงินลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีได้จนถึงปี 2559 ซึ่งเป็นปีสุดท้าย
ในช่วงแรกกองทุน LTF เป็นเรื่องใหม่ ความไม่รู้และความกลัวเรื่องความเสี่ยงจากตลาดหุ้น เพราะบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) นำเงินออมของเราไปเลือกซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อความกลัวมีมากกว่า ทำให้พลาดโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงมากๆ ตามการปรับขึ้นของ
ดัชนีหุ้นที่ยังไม่รวมภาษีจากการลดหย่อนด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง LTF ได้รับความสนใจมากขึ้นและประสบความสำเร็จอย่างชัดเจน ทั้งจากจำนวนผู้ลงทุนที่เพิ่มขึ้นและการเติบโตของเม็ดเงินลงทุน จึงมีส่วนช่วยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนสถาบันในประเทศ ทำให้ตลาดมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นในระยะยาว
กองทุน LTF เดินหน้าเข้าสู่เป้าหมายของการจัดตั้ง แต่ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเอื้อประโยชน์แก่ผู้มีรายได้สูงมากเกินไปหรือไม่ เพราะผู้มีรายได้สูงมีการลงทุนเต็มเพดานที่กำหนดไว้ ขณะที่ผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์นี้เลย เพราะขนาดจะกินจะใช้จ่ายยังไม่เพียงพอเลย
ทุกรัฐบาลรับฟังความคิดเห็น และมีการปรับปรุงเงื่อนไขเพื่อให้เป็นธรรมมากขึ้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2558 กรมสรรพากรได้ออกประกาศเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการซื้อ LTF ให้มีความชัดเจนขึ้น ประเด็นหลักอยู่ที่ “ฐานในการคำนวณเงินลงทุนเพื่อสิทธิการซื้อ LTF” จากเดิมกำหนดให้ซื้อได้ 15% ของเงินได้ สูงสุดเป็นจำนวนเงิน 5 แสนบาท แต่เกณฑ์ใหม่ให้ซื้อได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุดเป็นจำนวนเงิน 5 แสนบาท
และเมื่อใกล้จะถึงวันครบกำหนดในปี 2559 ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2558 มีมติอนุมัติต่ออายุสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ LTF ไปอีก 3 ปี จนถึงสิ้นปี 2562 และเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการถือครองจากเดิมที่มีกำหนดเวลา 5 ปีปฏิทิน ไปเป็น 7 ปีปฏิทินด้วย
เราเห็นด้วยที่รัฐบาลนี้มีการต่ออายุมาตรการภาษีของ LTF เพิ่มช่องทางการลงทุนและการออม จังหวะเหมาะสำหรับประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และในภาวะดอกเบี้ยต่ำมากๆ
แต่ขณะเดียวกัน ควรพิจารณาเพิ่มโอกาสในการออมและลงทุนของผู้มีรายได้น้อย หรือรายได้ปานกลางมากขึ้นด้วย แม้มีการจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันให้กับชีวิตในยามเกษียณ รวมถึงกองทุนต่างๆ แล้วก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร คงจะต้องหาทางกระตุ้นการออมให้เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ พร้อมหาทางรับมือกับความไม่เพียงพอของเม็ดเงินในการดูแลสมาชิกเมื่อถึงวันเกษียณอายุด้วย







