
ฝากการบ้านกรรมการ ปปช.ชุดใหม่
เพื่อบรรลุภาพลักษณ์การเป็นประเทศที่เอาจริงเอาจังในการจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างได้ผล
โดย...พลเดช ปิ่นประทีป ประธานมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
เพื่อบรรลุภาพลักษณ์การเป็นประเทศที่เอาจริงเอาจังในการจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างได้ผล และมีดัชนีความน่าเชื่อถือในสายตาชาวโลกมากกว่าที่เป็นอยู่ ป.ป.ช.ต้องแสดงบทบาทการนำในการขับเคลื่อนพลังสติปัญญาของพลเมืองไทยทั้งสังคม
เป้าหมายคือภายในสิบปีข้างหน้า ประเทศไทยมีคะแนนดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่น (CSI-Corruption Situation Index) และคะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (CPI-Corruption Perceptions Index) ในระดับระดับ 6.00 จากคะแนนเต็ม 10.0 ซึ่งมีสิ่งที่ควรต้องทำการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงอย่างน้อย 5 ประการ ดังนี้
(1) ควรต้องปฏิรูประบบงานปราบปรามการทุจริตของชาติอย่างจริงจัง
คดีคอร์รัปชั่นนับหมื่นคดีที่สะสมตัวเป็นดินพอกหางหมู ถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ ป.ป.ช. (รวมทั้ง ป.ป.ท.) จะต้องปฏิรูปการจัดการอย่างเป็นรูปธรรม ด้านหนึ่งเพื่อฟื้นฟูและสร้างเสริมเครดิตทางสังคมขององค์การนำ อีกด้านหนึ่งเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ จิตสำนึกและวิธีคิดของสังคมไทย ให้หลุดพ้นจากความรู้สึกที่ท้อแท้และยอมจำนนต่อคอร์รัปชั่น
สถานการณ์ “คดีเข้าใหม่” ที่มีจำนวนมากกว่า “คดีที่สะสางไป” อยู่ตลอดเวลาในแต่ละปีอย่างที่กำลังดำรงอยู่นี้ แท้ที่จริงสามารถแก้ไขและเอาชนะได้ด้วยการวางแผนและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องการการคิดนอกกรอบเดิมๆ ควรต้องตั้งเป้าหมายที่จะลดจำนวนคดีลงสู่ระดับที่ควบคุมได้ภายใน 3-5 ปี จนเป็นที่น่าพอใจและประชาชนสัมผัสได้
กระจายอำนาจให้เจ้าหน้าที่วิชาชีพสืบสวนสอบสวนให้มากขึ้น เพิ่มจำนวนแม่กองงาน หรือคณะทำงานพิเศษ (ในลักษณะเฉพาะกิจ) เพื่อดำเนินการสะสางในเชิงรุกและเอาชนะได้ด้วยการวางแผนและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องการการคิดนอกกรอบเดิมๆ ควรต้องตั้งเป้าหมายที่จะลดจำนวนคดีลงสู่ระดับที่ควบคุมได้ภายใน 3-5 ปี จนเป็นที่น่าพอใจและประชาชนสัมผัสได้
l กระจายอำนาจให้เจ้าหน้าที่วิชาชีพสืบสวนสอบสวนให้มากขึ้น เพิ่มจำนวนแม่กองงาน หรือคณะทำงานพิเศษ (ในลักษณะเฉพาะกิจ) เพื่อดำเนินการสะสางในเชิงรุก (Pro-active)
l ศึกษาความเหมาะสมและเป็นไปได้ในการจัดตั้งศาลพิเศษคดีทุจริต
l ส่วนสำนักงาน ป.ป.ช.จะต้องปฏิรูปวิธีคิด วิธีบริหารจัดการ และกลไกที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถรองรับและนำนโยบายไปดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ
(2) ควรต้องสนับสนุนและใช้พลังทางสังคมเป็นกลไกหนุนเสริมอย่างเต็มที่
ปัญหาคอร์รัปชั่นในสังคมไทยมีความรุนแรง ซับซ้อนและเรื้อรังมาก ทั้งในระดับปรากฏการณ์ ระดับโครงสร้างความสัมพันธ์และระดับจิตสำนึกวิธีคิดหรือวัฒนธรรม ดังนั้น ลำพังมาตรการทางกฎหมายตามอำนาจหน้าที่หลักของ ป.ป.ช.นั้นไม่เพียงพอเสียแล้ว จำต้องอาศัยมาตรการทางเศรษฐกิจและทางสังคมเข้ามาเสริม เป็นแบบ 3 ประสาน
ป.ป.ช.ควรแสดงบทบาทนำในการผนึกกำลังภาคีเชิงยุทธศาสตร์ให้ได้อย่างแน่นแฟ้น เพื่อขับเคลื่อนการเอาชนะปัญหาคอร์รัปชั่นในสังคมไทย ทั้งด้วยมาตรการทางกฎหมาย ทางสังคม และทางเศรษฐกิจ
ภาคียุทธศาสตร์ที่สำคัญ ได้แก่ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ (เชิงคุณธรรม) ภาคสื่อมวลชน (เชิงปฏิรูป) และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทั้งหลาย ทั้งนี้ต้องไม่กีดกันพันธมิตรทั่วไปหรือภาคีแนวร่วมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยราชการหรือแม้แต่รัฐบาลของพรรคการเมืองที่ขึ้นมาบริหารประเทศ
ในเรื่องเหล่านี้ กรรมการ ป.ป.ช. (โดยองค์คณะ) ควรต้องปรึกษาหารือกันและกำหนดเป็นทิศทางนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ส่วนสำนักงาน ป.ป.ช.จะต้องปฏิรูปวิธีคิด วิธีบริหารจัดการ และกลไกที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถรองรับและนำนโยบายไปดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ
ป.ป.ช.ควรประสานกับรัฐบาลพรรคการเมืองและเครือข่ายภาคประชาสังคม ในการเสนอ พ.ร.บ.จัดตั้งกองทุนสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว กองทุนดังกล่าวมีภารกิจในการส่งเสริมสนับสนุนการเคลื่อนไหว การสื่อสารรณรงค์ การทำกิจกรรมคว่ำบาตรทางสังคม การมีส่วนร่วมเฝ้าระวัง ป้องกันและติดตามตรวจสอบการทุจริตในทุกระดับ ทุกหน่วยงาน ทุกพื้นที่ ต่อเมื่อพลังทางสังคมที่เกิดจากการเคลื่อนไหวเชิงเครือข่ายมีการขยายตัวและยกระดับจนถึงขีดหนึ่ง จึงจะเกิดเป็นภูมิต้านทานต่อปัญหาทุจริตที่แข็งแรงและยั่งยืนมากขึ้นตามลำดับ
(3) ควรต้องพัฒนารูปแบบการใช้มาตรการทางภาษีอากรในการป้องกันและปราบปรามทุจริตอย่างจริงจัง
เสนอให้รัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง ปฏิรูปกระบวนการจัดเก็บภาษีอากรให้มีขั้นตอนการปฏิบัติที่โปร่งใส โดยไม่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่สรรพากรมีดุลพินิจส่วนตัวในการจัดเก็บอีกต่อไป และจัดให้มีหน่วยงานสืบสวนสอบสวนคดีภาษีอากรของกรมสรรพากรขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยทำหน้าที่ทั้งด้านแพ่งและอาญา แบบหน่วยงาน IRS ของสหรัฐอเมริกา
(4) ควรต้องสนับสนุนการรณรงค์-สื่อสาร เพื่อปรับเจตคติและพฤติกรรมสังคมอย่างเข้มข้น
พลังทางสังคม หมายถึงพลังของความถูกต้องดีงามของประชาชนคนทั่วไปในสังคม เป็นพลังที่เกิดจากความรู้ ความเข้าใจ และการรู้เท่าทันของผู้คนในสังคมส่วนใหญ่
ในแต่ละปี ป.ป.ช.ควรต้องส่งมอบผลการสะสางคดีทุจริตที่โดดเด่นสัก 15-20 คดี แถลงออกมาสู่สาธารณะเพื่อให้สื่อมวลชนและสังคมได้ติดตามขยายผล จนเกิดบรรยากาศที่ “พูดกันสนั่นเมือง” หรือเกิดเป็นขบวนการคว่ำบาตรทางสังคม (Social Sanction) ที่รับลูกกันอย่างเป็นระบบ มุ่งทำให้การปรับเปลี่ยนเจตคติและพฤติกรรมสังคมเกิดได้ในอัตราเร่ง
(5) ช่วยผลักดันให้หน่วยงานของรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง
ควรขอให้รัฐบาล โดยสำนักนายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวง ทบวง กรม และสำนักงานเทียบเท่า ทุกหน่วยงาน เปิดเผยข้อมูลและสัญญาการจัดซื้อจัดจ้าง สำหรับโครงการที่มีวงเงินตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป โดยลงไว้ในเว็บไวต์ขององค์กรซึ่งสาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยมีสาระสำคัญที่ครอบคลุมครบถ้วน







