
เงินเฟ้อต.ค.ร่วงสวนทางสินค้าพุ่ง200รายการ
เงินเฟ้อ ต.ค.ร่วงอีก 0.77% สวนทางราคาสินค้าในตะกร้าขยับขึ้น 200 รายการ
เงินเฟ้อ ต.ค.ร่วงอีก 0.77% สวนทางราคาสินค้าในตะกร้าขยับขึ้น 200 รายการ
นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) ในเดือน ต.ค. 2558 เท่ากับ 106.49 ลดลง 0.77% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย. 2558 และเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ในรอบปีนี้ ส่งผลให้ในช่วง 10 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-ต.ค.) อัตราเงินเฟ้อหดตัว 0.89% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อเดือน ต.ค.ติดลบ เป็นผลจากดัชนีสินค้าหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มลดลง 2.12% โดยสินค้าสำคัญที่ราคาลดลง เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงลดลง 21.90% ค่าบริการสื่อสารลดลง 0.03% แต่สินค้าที่ราคาแพงขึ้น เช่น เสื้อผ้า รองเท้า เพิ่มขึ้น 0.41% ค่าหนังสือ การศึกษาเพิ่มขึ้น 1.25% และค่าเหล้า เบียร์และบุหรี่ เพิ่มขึ้น 2.14%
ขณะที่ดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 1.75% เช่น ราคาอาหารบริโภคนอกบ้านเพิ่มขึ้น 1.79% และผักสดเพิ่มขึ้น 13.46% เป็นต้น
"หากแยกสินค้า 450 รายการที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อ พบว่ามีสินค้าราคาสูงขึ้นถึง 200 รายการ เช่น ผักคะน้า กับข้าวสำเร็จรูป น้ำอัดลม ไก่ทอด พิซซ่า น้ำยาปรับผ้านุ่ม ค่าเช่าบ้าน แป้งทาผิวกาย สบู่ถูตัว น้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ 91 สินค้าที่ราคาไม่เปลี่ยนแปลงมี 149 รายการ และสินค้าที่ราคาลดลงมี 101 รายการ" นายสมเกียรติ กล่าว
นายสมเกียรติ กล่าวว่า จากอัตราเงินเฟ้อ 10 เดือนของปีนี้ที่หดตัว 0.89% พบว่าเป็นผลจากดัชนีหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มลดลง 2.01% โดยหมวดพาหนะ การขนส่ง และสื่อสารลดลง 6.69% ขณะที่ดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 1.19% โดยหมวดอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 1.80% เครื่องประกอบอาหารเพิ่มขึ้น 1.24% ผักและผลไม้เพิ่มขึ้น 3.32%
นายสมเกียรติ ระบุว่า ไตรมาส 4 คาดว่าเงินเฟ้อจะลดลง 0.34% เทียบกับไตรมาส 4 ของปีก่อน แต่จะเพิ่มขึ้น 0.28% เทียบกับไตรมาส 3 ของปีนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบและอาหารจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการใช้และบริโภคมากขึ้น
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงประมาณการเงินเฟ้อทั้งปีว่าจะติดลบ 0.2-1% ซึ่งเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2552 ภายใต้สมมติฐานที่เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวเหลือ 2.5-3.5% น้ำมันดิบตลาดดูไบ 48-58 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 33-35 บาท/เหรียญสหรัฐ







