
ธุรกิจเร่งปรับทัพ รับน้ำมันโลกดิ่งยาว
ฤดูแห่งการรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 จบลงไปแล้วอย่างบอบช้ำที่สุดในรอบหลายสิบปี
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ฤดูแห่งการรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 จบลงไปแล้วอย่างบอบช้ำที่สุดในรอบหลายสิบปี สำหรับธุรกิจพลังงานทั่วโลก ไล่ตั้งแต่ รอยัล ดัตช์ เชลล์ ยักษ์ใหญ่จากฝั่งอังกฤษที่ขาดทุน 7,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่บีพีมีรายได้ลดลงเกือบครึ่งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 5.59 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ไม่เว้นแม้แต่ปิโตรไชน่า ที่กำไรลดฮวบไปถึง 80%
นั่นหมายความว่า แม้ราคาน้ำมันในช่วงไตรมาส 3 ของปีก่อนจะต่ำมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หลังจากที่ระดับราคาพลังงานเริ่มปรับตัวลงมาตั้งแต่กลางปี 2014 แต่ราคาในปีนี้ก็ยิ่งแย่ลงหนักกว่า และยังไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ในเร็วๆ นี้ ตามที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเคยคาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้
จึงไม่น่าแปลกใจหากบรรดาบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกจะเริ่มทยอยกันประกาศ “ปรับแผนธุรกิจ” ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ เพื่อเตรียมรับข่าวร้ายของอุตสาหกรรมพลังงานที่น่าจะต่อเนื่องไปถึงปี 2016 หรืออาจลากยาวไปถึงปี 2017 เสียด้วยซ้ำ
เชลล์ตัดสินใจยกเลิกโครงการลงทุนออยล์แซนด์ในประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันจากทรายน้ำมันแหล่งใหญ่ของโลกทันทีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่บีพีประกาศระงับการลงทุนโครงการแมดดอกซ์ 2 ในอ่าวเม็กซิโกออกไป ด้านเชฟรอนประกาศเลย์ออฟพนักงาน 7,000 อัตรา
ไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุไว้ว่า บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่หลายแห่งจำเป็นต้องปรับแผนการลงทุน และระงับโครงการลงทุนที่มีจุดคุ้มทุนสูงกว่าราคา 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เอาไว้ เพื่อเตรียมรับมือกับราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ภายในช่วง 2 ปีข้างหน้า
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ทิศทางราคาน้ำมันโลกในปีหน้ายังเป็นเรื่องที่ยากจะคาดการณ์ให้ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ เหมือนอย่างที่บรรดาเซียนน้ำมันปากกาหักกันมาก่อนหน้านี้แล้วว่า ราคาจะเริ่มกลับมาปรับตัวสูงขึ้นได้ตั้งแต่ครึ่งหลังของปีนี้ เพราะกลุ่มเชลออยล์และแซนด์ออยล์ หรือผู้ผลิตน้ำมันจากหินและทรายน้ำมัน จะพ่ายแพ้ให้กับกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) ในปีนี้
ปัจจุบันเริ่มมีความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนมากขึ้นแล้วว่า กลุ่มเชลออยล์กำลังเพลี่ยงพล้ำให้กับกลุ่มโอเปกมากขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีที่ทำให้ไม่สามารถคงกำลังการผลิตน้ำมันคุณภาพสูงเหมือนในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาได้ จึงสะท้อนออกมาในรูปของกำลังการผลิตน้ำมันของสหรัฐที่ลดลงไป 5 แสนบาร์เรล/วัน จนไปอยู่ในระดับเดียวกับเดือน พ.ย. 2014 และคาดว่าจะลดลงอีกต่อเนื่องในปีหน้า นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาด้านสายป่านทางการเงิน ที่ทำให้บริษัทเชลออยล์จำนวนไม่น้อยต้องล้มละลายหรือปิดตัวลงไปด้วย
แต่แม้ว่ากลุ่มเชลออยล์จะเริ่มเพลี่ยงพล้ำให้ขาใหญ่โอเปก โอกาสที่ระดับราคาน้ำมันจะกลับมาพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วจากการกำหนดราคาแบบเบ็ดเสร็จของกลุ่มโอเปกเหมือนที่ผ่านๆ มา ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่าย
จากผลสำรวจนักวิเคราะห์ของวาณิชธนกิจชั้นนำ 13 แห่ง โดยวอลสตรีทเจอร์นัล พบว่าราคาคาดการณ์น้ำมันดิบโลกโดยเฉลี่ยในปี 2016 เริ่มปรับลดลงมาจากคาดการณ์เดิมเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ซึ่งเคยให้ไว้ที่ 70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์ เทกซัส จะอยู่ที่เฉลี่ย 58 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากราคาปัจจุบันที่ราว 46.6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในขณะที่ราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบเบรนต์ ทะเลเหนือ จะอยู่ที่ 54 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากปัจจุบันที่ราว 49.56 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันยังยากที่จะกลับมาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือเพิ่มขึ้นได้เพียงประมาณ 10 เหรียญสหรัฐ มาจากหลายองค์ประกอบด้วยกัน ซึ่งปัจจัยสำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงซบเซายาว ไม่ว่าจะเป็นฝั่งจีน ที่ล่าสุดดัชนีการผลิต(พีเอ็มไอ) เดือน ต.ค. ยังแน่นิ่งและอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 หรือระดับบวกเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันแล้ว ฟากญี่ปุ่นก็เตรียมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจอีกระลอกเพื่อถีบตัวเองไม่ให้เข้าสู่วงจรเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้ง ขณะที่ยุโรปก็ยังทรงตัวในระดับค่อนข้างต่ำ จนธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ประกาศพร้อมผ่อนคลายมาตรการการเงินรอบใหม่
แม้แต่สหรัฐเองที่ฟื้นตัวขึ้นและอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า แต่จากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3 ที่ผ่านมา กลับขยายตัวได้น้อยเกินคาด โดยอยู่ที่ 1.5% เท่านั้น ยังไม่นับรวมตัวเลขการส่งออกทั่วโลกที่ยังขุนไม่ขึ้น ซึ่งภาวะเศรษฐกิจโลกเช่นนี้ จึงไม่เอื้อที่จะให้โอเปกสามารถขึ้นราคาได้แรงมากนัก
ไมเคิล วิทเนอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยน้ำมันของธนาคารโซซิเอเต้ เจเนราล ให้ความเห็นกับวอลสตรีทเจอร์นัล ว่า ราคาน้ำมันโลกยังจำเป็นต้องอยู่ในระดับราคาที่ถูกต่อไป เพื่อช่วยกระตุ้นให้แต่ละประเทศหันมาซื้อมาใช้น้ำมันกันมากขึ้น
แม้แต่กลุ่มโอเปกเองยังต้องเผชิญการแข่งขัน “ตัดราคา” ภายในกลุ่มด้วยกันเอง โดยหลายประเทศต่างยอมหั่นราคาขายให้ถูกลงที่สุดในรอบหลายปี เช่น ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อหวังแย่งชิงวอลุ่มและรักษาส่วนแบ่งการตลาด โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าประเทศในแถบเอเชียเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
อีกปัจจัยสำคัญ ยังเป็นเพราะการผ่อนคลายมาตรการแซงก์ชั่นอิหร่านของสหรัฐ ซึ่งจะทำให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยเป็นที่คาดว่าอิหร่านจะประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีกวันละ 5 แสนบาร์เรล ในการประชุมโอเปกต้นเดือน ธ.ค.ที่จะถึงนี้
ทำให้แม้ว่าโอเปกอยากจะลดกำลังการผลิตต่อวันลงเพื่อกระตุ้นให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น แก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณมหาศาล เช่น กรณีของซาอุดิอาระเบียที่เพิ่งถูกบริษัทจัดอันดับเครดิต สแตน ดาร์ด แอนด์ พัวร์ หั่นอันดับเครดิตลง แต่การผลิตและส่งออกเพิ่มของอิหร่าน ก็อาจทำให้กำลังการผลิตรวมของโอเปกลดลงได้ไม่มากนัก อีกทั้งประเทศนอกกลุ่มรายใหญ่หลายประเทศ เช่น รัสเซีย ก็ส่งสัญญาณพร้อมท้าชนด้วยการไม่ลดกำลังการผลิตเช่นกัน
ผู้บริหารของเชลล์ ได้เปิดเผยมุมมองที่น่าสนใจในการประกาศผลประกอบการที่เพิ่งผ่านมาว่า ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็คือ ไม่มีใครรู้ว่าราคาน้ำมันโลกจะกลับมาสู่ระดับสมดุลเมื่อใด และจะกลับมาได้อย่างไร ที่จริงแล้วไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้เห็นราคาที่มีเสถียรภาพหรือไม่
ดังนั้น เมื่อมีความผันผวนไม่แน่นอนสูงต่อเรื่องราคาน้ำมันในอนาคต ธุรกิจน้ำมันจึงต้องปรับตัว และคงไว้แต่โครงการที่แข็งแกร่งพอเท่านั้น
เช่นเดียวกับภาคธุรกิจอื่นๆ ทั่วโลก ที่แม้จะยินดีกับราคาน้ำมันขาลงยาวกว่าที่คาด แต่อย่าลืมว่าราคาน้ำมันก็ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรที่ยังโงหัวไม่ขึ้นมากว่า 1 ปี จนกระทบต่อสินค้าเกษตรและธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับสินค้าเกษตรในไทยและทั่วโลก และที่สำคัญก็คือ ราคาน้ำมันโลกยังมีสิทธิผันผวนขึ้น-ลง แบบนอกเหนือการคาดการณ์ได้เสมอ ทำให้แม้แต่ยักษ์ใหญ่วงการน้ำมันยังต้องเร่งปรับตัวรับมือล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้







