
โจทย์หินทีมสมคิด ฟื้นการส่งออก
5 พ.ย.นี้ จะเป็นวันชี้ชะตาทิศทางการส่งออกและการค้าขายของประเทศ ที่ปัจจุบันจมปลักอยู่กับเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา จนปีนี้การทำมาค้าขายหาเงินเข้าประเทศมีแนวโน้มว่าจะติดลบลึกกว่า 3%
5 พ.ย.นี้ จะเป็นวันชี้ชะตาทิศทางการส่งออกและการค้าขายของประเทศ ที่ปัจจุบันจมปลักอยู่กับเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา จนปีนี้การทำมาค้าขายหาเงินเข้าประเทศมีแนวโน้มว่าจะติดลบลึกกว่า 3%
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาร่วมประชุมกับ อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ และสุวิทย์ เมษิณทรีย์ รมช.พาณิชย์ เพื่อติดตามงานและเร่งรัดการแก้ไขปัญหาการส่งออก
ว่ากันว่าภารกิจหลักในรอบนี้จะมีการพิจารณายุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศของไทยใหม่ จากเดิมที่มุ่งเน้นแต่การผลักดันการส่งออกสินค้าจะต้องเพิ่มสัดส่วนการส่งออกการค้าบริการให้ได้มากขึ้น เพราะจะปล่อยให้เศรษฐกิจพึ่งพาแต่การส่งออกสินค้าที่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวจะมีความเสี่ยงเกินไป ซึ่งต้องกำหนดว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า สินค้าบริการใดของไทยที่มีศักยภาพในการส่งออกไปต่างประเทศและต้องพัฒนาไปถึงการออกไปลงทุนด้วย
สุวิทย์ กล่าวว่า สำหรับการส่งออกในปี 2558 ยอมรับว่า ตลาดส่งออกมีปัญหาจากเศรษฐกิจโลก ซึ่งขณะนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนผลักดันการส่งออกใหม่ ทั้งการจัดทัพทูตพาณิชย์ที่จะดึงคนเก่งมาทำงานบุกเจาะตลาดอาเซียน และการมุ่งเจาะตลาดเป็นรายเมืองที่จะพุ่งเป้าไปยัง 50 เมืองสำคัญของโลก โดยคาดว่าหากแผนผลักดันการส่งออกเริ่มขับเคลื่อนได้ จะช่วยให้ยอดส่งออกของไทยขยายตัวได้เพิ่มขึ้น
โดยเบื้องต้นประเมินว่า การส่งออกของไทยในปี 2559 จะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ และน่าจะสูงกว่าอัตราการขยายตัวของการค้าโลกที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินไว้ที่ 2.4%
ทั้งนี้ ในส่วนของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้มีความคืบหน้าในส่วนแผนการช่วยเหลือและขับเคลื่อนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) การช่วยเหลือและขับเคลื่อนตลาดกลาง ตลาดชุมชน สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ขณะที่การดูแลราคาสินค้าเกษตร มีแผนดูแลราคาสินค้าข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และมีแผนการจัดหาตลาดส่งออกรองรับผลผลิตแล้ว
ส่วนการแก้ไขปัญหาการส่งออกที่ผ่านมา ได้นำภาคเอกชนรายกลุ่มสินค้าเข้าหารือกับนายกรัฐมนตรี หรือ PM Meet CEO คือ กลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ และต้นเดือน พ.ย.นี้ มีกำหนดให้กลุ่มอาหาร อัญมณีและเครื่องประดับ และธุรกิจดูแลสุขภาพ มาหารือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคการส่งออกและเสนอแนะแนวทางในการผลักดันการส่งออก
ข้อสรุปทั้งหมดจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ (พกค.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในวันที่ 9 ธ.ค. 2558 ต่อไป
รายงานข่าวแจ้งว่า รองนายกฯ มีแนวทางจะกำชับให้กระทรวงพาณิชย์เพิ่มความเข้มข้นในการดูแลการส่งออกที่ช่วง 9 เดือน ทำให้แค่ 161,563.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 4.98% และการนำเข้ามีมูลค่า 153,804 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 10.46% แม้ไทยจะเกินดุลการค้ามูลค่า 7,758.4 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ถือเป็นเรื่องที่น่ากลัว
เนื่องจากหากพิจารณาการนำเข้าของไทยในเดือน ก.ย. พบว่าหดตัวลงรุนแรง 21.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2552 และจากมีข้อมูลชัดว่าการนำเข้าในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางที่ไม่รวมเชื้อเพลิง และเครื่องจักรอุปกรณ์ลดลงจากเดือนก่อน
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าอุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นตัวช้าและการส่งออกที่ซบเซา และการนำเข้าหดตัว 14.5% ถ้ายังปล่อยไปจะทำให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจยิ่งยากขึ้น
นอกจากนี้ จะเข้าไปกำชับให้กระทรวงพาณิชย์เข้าไปดูเป็นรายตลาด เพราะแทบทุกตลาดที่เป็นคู่ค้าของไทยลดลงอย่างมาก แม้จะต่ำกว่าประเทศอื่น แต่ต้องเข้าไปดูแลรายละเอียดเพื่อนำมากำหนดเป้าหมายให้ชัด
ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงพาณิชย์พบว่าตลาดคู่ค้าสำคัญของไทยลดลงทั้งสิ้น ตลาดญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดหลักส่งออกลดลง 6.9% และ 5.6% แต่สหรัฐกลับมาส่งออกได้เพิ่มขึ้น 1.1% จากที่ติดลบในเดือน ส.ค. 1.9% ตลาดศักยภาพสูงลดลง 8.4% จากการลดลงของตลาดอาเซียนเดิม 5 ประเทศ 20.1% จีนลดลง 1.7% อินเดียลดลง 12.5% เกาหลีใต้ลดลง 20.9% และไต้หวันลดลง 18.3% ตลาดศักยภาพระดับรองลดลง 4.1% จากการลดลงของแอฟริกา 23.6% กลุ่ม CIS และรัสเซียลดลง 34.8% แคนาดาลดลง 11.4%
มีเพียงตลาดอาเซียนใหม่ หรือกลุ่ม CLMV เท่านั้นที่เพิ่มขึ้น 4.7% แต่มูลค่าการค้ายังถือว่าน้อยมาก จึงต้องไปดูในรายละเอียด
นี่คือภารกิจสำคัญที่ทีมรัฐมนตรีของสมคิดจะต้องสะสางและหาทางแก้ไขให้ได้ เพราะถ้าปล่อยไว้ตามชะตากรรม รับประกัน คนไทยแข่งกับใครไม่ได้แน่...







